ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครนพบวิธีหยุดขีปนาวุธ "คินซาล" โดยเกี่ยวข้องกับระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ชื่อ "ลิมา" ซึ่งสามารถไม่เพียงรบกวนสัญญาณเท่านั้น แต่ยังทำให้คินซาลหลุดจากเส้นทางขณะที่ยังอยู่ในระหว่างบินหาเป้าหมาย
    FB_IMG_1777679746934.jpg FB_IMG_1777679748650.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1Ep3nr7Y9z/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “สิงคโปร์กำลังเผชิญพายุใหญ่”
    นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวทั้งน้ำตาในงานชุมนุมวันแรงงานปี 2026 โดยช่วงท้ายของสุนทรพจน์เขาถึงกับเสียงสั่นและกลั้นน้ำตาไม่อยู่ กลายเป็นช่วงที่ผู้คนจับตามองมากที่สุด

    เขาอธิบายว่าสิงคโปร์กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 เรื่อง

    หนึ่ง วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เขายอมรับว่าแม้เส้นทางเดินเรือจะกลับมาเปิดอีกครั้ง เศรษฐกิจและสถานการณ์โลกก็จะไม่กลับไปเหมือนเดิม เพราะสิงคโปร์พึ่งพาการค้าโลกอย่างสูง

    สอง ความกังวลเรื่องการว่างงานจากเทคโนโลยี AI เขายอมรับว่าคนทำงานจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคง รัฐบาลอาจไม่สามารถรักษาทุกตำแหน่งงานไว้ได้ แต่ให้คำมั่นว่าจะดูแล “คนทำงานทุกคน” ไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    สาม โลกที่แตกเป็นขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เขาเตือนว่าโลกปัจจุบันไม่ใช่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่นอีกต่อไป แต่เป็นโลกที่แข่งขันและเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น สิงคโปร์ต้องรักษาความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อผ่านวิกฤตนี้

    นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังได้หลั่งน้ำตาระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ เมื่อเขากำลังกล่าวถึงชาวสิงคโปร์ที่ติดค้างอยู่ในดูไบเพราะสงครามและการทิ้งระเบิด

    โดยเขาพูดว่า “บ้านไม่ใช่แค่สถานที่บนแผนที่ แต่คืออัตลักษณ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และความมั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหา ประเทศของคุณจะมารับคุณกลับบ้าน”

    "คำว่า 'ยินดีต้อนรับกลับบ้าน' คือคำสัญญา คำสัญญาว่าจะดูแลชาวสิงคโปร์ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนในโลก และนั่นคือคำสัญญาที่คุ้มค่าที่จะปกป้องจากรุ่นสู่รุ่น"

    นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังได้ย้ำแนวคิดสำคัญว่าความสามัคคีของคนสิงคโปร์คือพลังหลักในการผ่าน “พายุ” ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเมืองโลกในช่วงเวลานี้.

    https://www.facebook.com/share/1Gztq8jvp6/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นทุ่ม $35B แทรกแซงค่าเงิน ดึงเยนแข็ง สะเทือนตลาดโลก

    ค่าเงินไม่ใช่แค่ตัวเลขบนจอ…แต่มันคือ “สนามรบ” ของนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก

    รอบนี้ญี่ปุ่นลงมือจริง
    ขายดอลลาร์จำนวนมหาศาล เพื่อซื้อเยนกลับเข้าประเทศ
    ผลคือ USD/JPY ร่วงทันทีมากกว่า 2.3% ลงมาแถว 156 ภายในวันเดียว
    ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่แรงที่สุดในรอบหลายเดือน

    ตัวเลขคร่าวๆ บอกว่าญี่ปุ่นอาจใช้เงินถึง 5.4 ล้านล้านเยน หรือราว 35,000 ล้านดอลลาร์
    และเงินก้อนนี้ไม่ได้มาจากไหนไกล…แต่มาจากทุนสำรองที่ญี่ปุ่นถืออยู่ โดยเฉพาะ US Treasuries กว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์

    นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มลึกขึ้น

    เพราะทุกครั้งที่ญี่ปุ่น “ขายดอลลาร์”
    มันอาจแปลว่า “ขายพันธบัตรสหรัฐ” บางส่วน
    ซึ่งเท่ากับดูดสภาพคล่องออกจากระบบการเงินโลกแบบเงียบๆ

    เหมือนมีคนช่วย Fed ขึ้นดอกเบี้ย…โดยที่ Fed ไม่ต้องทำเอง

    แต่คำถามสำคัญคือ
    ทำไมญี่ปุ่นต้องฝืนตลาดขนาดนี้?

    คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า “Yen Carry Trade”

    นักลงทุนทั่วโลกกู้เงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำมาก (ใกล้ 0%)
    แล้วเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

    ส่วนต่างดอกเบี้ยตรงนี้แหละ คือกำไร

    ยิ่ง Fed ดอกเบี้ยสูง และ BOJ ยังขึ้นช้า
    เงินก็ยิ่งไหลออกจากเยน → ไปหาดอลลาร์
    ผลคือ เยนอ่อนต่อเนื่อง

    นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
    เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด
    เยนอ่อน = ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นทันที → เงินเฟ้อในประเทศ

    รัฐบาลเลยไม่มีทางเลือก ต้อง “สู้กลับ”

    แต่ปัญหาคือ…ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยเข้าข้าง

    ปี 2024 ญี่ปุ่นเคยทุ่มเงินแทรกแซงรวมกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์
    สุดท้ายเยนก็กลับมาอ่อนอีก

    เพราะตลาดไม่ได้มองแค่การแทรกแซง
    แต่มอง “โครงสร้าง”

    ถ้าดอกเบี้ยยังต่างกันมาก
    carry trade ก็ยังอยู่
    แรงกดดันก็ไม่หายไป

    ในมุมของนักลงทุน
    สิ่งที่เกิดขึ้นรอบนี้มีนัยสำคัญมากกว่าค่าเงิน

    1. ตลาดเริ่มเห็น “ความเปราะบาง” ของระบบ
    เพราะต้องใช้เงินระดับหลายหมื่นล้านเพื่อคุมค่าเงินแค่วันเดียว

    2. US bond yield อาจถูกดันขึ้นแบบเงียบๆ
    จากแรงขายของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง

    3. ความผันผวนใน FX จะลากไปถึงตลาดอื่น
    ทั้งหุ้น เทค และทอง
    เพราะ carry trade คือหนึ่งใน “แหล่งเงินทุนหลัก” ของโลก

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ค่าเงินเยน

    แต่คือการประชุมของ BOJ
    ถ้ายังไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงพอ
    เกมนี้อาจต้องเล่นซ้ำอีกหลายรอบ

    และทุกครั้งที่ญี่ปุ่นกดปุ่มแทรกแซง
    มันไม่ได้สะเทือนแค่ค่าเงิน

    แต่มันกำลังแตะ “เสถียรภาพของระบบการเงินโลก” ทีละนิด

    https://www.facebook.com/share/1B4bykCE8M/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    PTTEP กำไร 1.18 หมื่นล้าน เร่งผลิตก๊าซสูงสุด รับดีมานด์พลังงานไทย

    ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “กำไรดี”
    แต่มันกำลังสะท้อนว่าไทยกำลัง “เร่งพึ่งพาพลังงานตัวเอง” มากขึ้น

    ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ 11,835 ล้านบาท
    รายได้รวมแตะเกือบ 78,800 ล้านบาท

    แต่ตัวเลขที่สำคัญจริงๆ คือ
    “ปริมาณขาย” ที่พุ่งขึ้น 14%
    ไปอยู่ที่กว่า 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

    พร้อมกับการดัน “ก๊าซธรรมชาติในประเทศ”
    ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    สูงกว่าสัญญาขายจริงที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    พูดง่ายๆ คือ ผลิต “เกิน” เพื่อกันความเสี่ยง

    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ
    ประเทศไทยกำลังพยายาม “ล็อกต้นทุนพลังงาน” ไว้ในมือ

    ในช่วงที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
    โดยเฉพาะความตึงเครียดใน ตะวันออกกลาง
    ที่กระทบราคาน้ำมันและก๊าซโดยตรง

    ยิ่งราคาพลังงานโลกผันผวน
    ประเทศที่ผลิตเองได้มาก
    ยิ่ง “ควบคุมเศรษฐกิจตัวเองได้มากขึ้น”

    เบื้องหลังการโตของ ปตท.สผ. รอบนี้
    ไม่ได้มาจากราคาขายที่พุ่งแรง

    ราคาขายเฉลี่ยอยู่แค่ประมาณ 46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    ซึ่งไม่ได้สูงเท่าช่วงพีคในอดีต

    แต่โตเพราะ “Volume”
    หรือปริมาณที่ขายได้จริง

    นี่คือสัญญาณสำคัญ
    ว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนจาก “ลุ้นราคาตลาดโลก”
    มาเป็น “ควบคุมการผลิต” ให้เสถียรมากขึ้น

    ในมุมมองนักลงทุน

    ปตท.สผ. กำลังกลายเป็น “หุ้น defensive” ในยุคพลังงานผันผวน

    เพราะรายได้ผูกกับ demand ในประเทศมากขึ้น
    ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันโลก

    อีกจุดที่ต้องมองคือ
    การเพิ่มกำลังผลิตก๊าซ
    ช่วยลดการนำเข้า LNG ที่ราคาแพง

    ซึ่งแปลว่า
    ต้นทุนไฟฟ้าของประเทศมีโอกาส “นิ่งขึ้น” ในระยะกลาง

    และนี่โยงไปถึงทั้งเงินเฟ้อ
    ค่าไฟ
    รวมถึงกำลังซื้อของคนทั้งประเทศ

    แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ
    ปตท.สผ. เริ่มลงทุนเพิ่มในต่างประเทศ

    อย่างโครงการใหม่ในมาเลเซีย
    ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตปี 2571

    นี่คือการ “ล็อกการเติบโตล่วงหน้า”
    ในวันที่แหล่งพลังงานในประเทศเริ่มจำกัด

    ภาพใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ
    โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “พลังงานในประเทศ” มีค่ามากขึ้น

    ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน
    แต่คือเรื่อง “อำนาจต่อรองของประเทศ”

    และ ปตท.สผ. กำลังเป็นหนึ่งในตัวแปรนั้น

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
    คือการผลิตระดับสูงแบบนี้จะ “ยืนระยะได้แค่ไหน”
    และจะเพียงพอถ้าเกิดวิกฤตพลังงานรอบใหม่จริงหรือไม่

    https://www.facebook.com/share/p/1agebUZhTY/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปักกิ่ง “ปิดเมืองโดรน” แบนขาย-เช่า-นำเข้า คุมทั้งระบบ

    เมืองหลวงของ ปักกิ่ง กำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่แรงกว่าที่คิด

    ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป
    โดรน “ทุกประเภท” จะถูกห้ามขาย ห้ามให้เช่า และห้ามนำเข้าเข้าเมืองแบบเบ็ดเสร็จ

    ไม่ใช่แค่หยุดธุรกิจใหม่
    แต่ยังลามไปถึง “ของที่มีอยู่แล้ว”
    ที่ต้องถูกควบคุมการจัดเก็บอย่างเข้มงวด

    นี่คือการคุมทั้งวงจรชีวิตของเทคโนโลยีนี้ในเมืองเดียว

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก

    เพราะโดรนไม่ใช่แค่ของเล่น
    มันคือเครื่องมือในหลายอุตสาหกรรม
    ตั้งแต่ถ่ายภาพ โลจิสติกส์ ไปจนถึงความมั่นคง

    การที่เมืองระดับเมืองหลวง “ล็อกทุกทาง”
    แปลว่ารัฐกำลังมองโดรนเป็นมากกว่า gadget
    แต่มองเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ”

    คำถามคือ ทำไมต้องตอนนี้?

    จีนกำลังอยู่ในช่วงที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงภายใน” มากขึ้น
    โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่บินได้ เก็บข้อมูลได้ และควบคุมจากระยะไกล

    โดรนมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 อย่าง

    และในเมืองอย่างปักกิ่ง
    ที่เป็นศูนย์กลางการเมือง ความมั่นคง และการทูต
    ความเสี่ยงเล็กๆ อาจถูกตีความเป็นเรื่องใหญ่ทันที

    ในมุมมองนักลงทุน

    นี่ไม่ใช่แค่ข่าวโดรน

    แต่มันคือสัญญาณว่า
    “Regulation Risk” ในจีนกำลังขยับขึ้นอีกระดับ

    วันนี้คือโดรน
    พรุ่งนี้อาจเป็น AI, data, หรือ robotics

    ธุรกิจที่เคยโตเร็วเพราะเทคโนโลยี
    อาจถูก “เบรก” ได้ทันทีถ้าเข้าข่ายความเสี่ยงด้านความมั่นคง

    ฝั่งที่น่าคิดคือ
    บริษัทโดรนจีนระดับโลกอย่าง DJI
    แม้ไม่ได้รับผลกระทบตรงจากการขายในเมืองเดียว
    แต่ “Sentiment” ของตลาดอาจเปลี่ยน

    เพราะนี่คือ precedent

    ถ้าปักกิ่งทำได้
    เมืองอื่นในจีน หรือแม้แต่ประเทศอื่น อาจเดินตาม

    อีกด้านหนึ่ง
    นี่อาจเป็นข่าวดีของ “เทคโนโลยีควบคุมและความปลอดภัย”

    ตั้งแต่ระบบ anti-drone
    ไปจนถึง infrastructure ที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง

    เงินลงทุนอาจไหลไปอีกทิศ
    จาก “ผู้สร้างโดรน” → “ผู้ควบคุมโดรน”

    โลกกำลังเดินไปสู่ยุคที่
    เทคโนโลยีไม่ได้วัดกันแค่ “ใครสร้างได้”
    แต่เป็น “ใครควบคุมได้”

    และปักกิ่งกำลังเป็นเมืองแรกๆ ที่เลือกคำตอบชัดเจนแล้ว

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
    คือกฎแบบนี้จะหยุดอยู่แค่เมืองเดียว
    หรือจะกลายเป็น policy ระดับประเทศในจีนเร็วๆ นี้

    https://www.facebook.com/share/p/1CugKCDPJk/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนี้สหรัฐทะลุ 100% GDP ครั้งแรกในรอบ 80 ปี โลกเริ่มเปลี่ยนเกม

    ตัวเลขนี้ไม่ได้แค่ “สูง”
    แต่มันคือสัญญาณว่า ระบบการเงินโลกกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

    มีนาคม 2026 หนี้รัฐบาลสหรัฐแบบ Publicly Held แตะระดับ 31.27 ล้านล้านดอลลาร์
    สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศที่ราว 31.22 ล้านล้านดอลลาร์

    นี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่รอบนั้นต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง

    ตอนนั้น หนี้พุ่งเพราะ “สงคราม”
    แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจโตแรง หนี้จึงค่อยๆ ลดลง

    รอบนี้ หนี้พุ่งเพราะ “โครงสร้าง”
    รัฐบาลขาดดุลต่อเนื่อง ปีละเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์
    ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายกำลังแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    แปลว่า…
    แค่ “ดอกเบี้ย” ก็ใหญ่พอๆ กับงบทั้งประเทศบางประเทศแล้ว

    และนี่คือจุดที่นักลงทุนเริ่มกังวล

    เพราะยิ่งหนี้สูง
    รัฐบาลยิ่งต้องออกพันธบัตรเพิ่ม
    เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้เก่า

    ถ้าวันหนึ่งตลาดเริ่มไม่มั่นใจ
    ดอกเบี้ยจะถูกบีบให้สูงขึ้นทันที

    สิ่งที่ตามมาคือ

    * ต้นทุนการกู้ยืมทั้งระบบเพิ่ม
    * หุ้นถูกกด Valuation
    * เศรษฐกิจโตช้าลง

    แต่มันยังไม่ใช่วิกฤต…อย่างน้อย “ตอนนี้”

    สหรัฐยังถือไพ่สำคัญที่สุดในโลก
    คือ “ดอลลาร์” ที่เป็นสกุลเงินหลักของโลก
    และตลาดพันธบัตรที่ลึกที่สุด

    ทำให้ยังสามารถกู้ต่อ (rollover) ได้

    แต่เกมกำลังเปลี่ยนแบบเงียบๆ

    เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่หนี้สูงกว่า 250% GDP
    หลายคนอาจคิดว่าสหรัฐยัง “สบาย”

    แต่ความต่างคือ
    ญี่ปุ่นถือหนี้กันเองในประเทศ
    ขณะที่สหรัฐพึ่งพานักลงทุนทั่วโลก

    แปลว่า “ความเชื่อมั่น” คือทุกอย่าง

    ในมุมของนักลงทุน
    นี่ไม่ใช่ข่าวลบระยะสั้น
    แต่เป็นการตั้งต้นของ “โลกดอกเบี้ยสูงระยะยาว”

    เงินอาจไม่ไหลกลับไปถูกๆ เหมือนยุคก่อน
    สินทรัพย์ที่เคยได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ อาจต้องปรับตัว

    ทองคำเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น
    อสังหาฯต้องเจอกับต้นทุนเงินที่สูงขึ้น
    ตลาดหุ้นต้องรับแรงกดจาก bond yield ที่ไม่ยอมลง

    สิ่งที่น่าคิดคือ
    ถ้าหนี้ยังไต่ไป 120% ใน 10 ปีข้างหน้า

    ระบบที่โลกคุ้นเคยมาตลอด 40 ปี
    อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    และครั้งนี้
    มันไม่ได้เกิดจากวิกฤตฉับพลัน

    แต่มันคือ “แรงกดดันสะสม”
    ที่ค่อยๆ เปลี่ยนสมดุลของทั้งโลกเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/p/1ECgegSt8X/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตลาดน้ำมันดิบโลกนิวยอร์กปิดลงวันที่ 2 ติดกันรวมเฉียด 5 ดอลล์ ส่งท้ายวันศุกร์ 1 พ.ค. ร่วงกว่า 2 ดอลล์ เหลือกว่า 101 ดอลล์ อิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ให้สหรัฐ ราคาน้ำมันในไทยทรงตัวมา 2 วันติดกัน BTimes

    May 2, 2026 ขายลงต่อ! ตลาดน้ำมันดิบโลกปิดลงวันที่ 2 ติดกัน ส่งท้ายวันศุกร์ร่วงกว่า 2 ดอลลาร์ เหลือกว่า 101 ดอลลาร์ อิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ให้สหรัฐ ราคาน้ำมันในไทยทรงตัวมา 2 วันติดกัน

    ตลาดซื้อขายน้ำมันดิบ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ นิวยอร์ก สหรัฐ ปิดที่ 101.94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -1.81 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -1.69% ส่งผลราคาน้ำมันดิบปิดลง 2 วันรวมกัน -4.94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -4.67% สัปดาห์นี้ ราคาไนเม็กซ์ สหรัฐ +2.9%

    ด้านราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ อังกฤษ ทะเลเหนือ ปิดที่ 108.17 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล -2.02 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -2.02% ส่งผลราคาปิดลง 2 วันรวมรวมกัน -6.25 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือ -5.43% ในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ +2.9%

    สาเหตุจาก อิหร่านยื่นข้อเสนอครั้งใหม่ให้กับสหรัฐอเมริกาโดยผ่านไปยังประเทศปากีสถาน ท่ามกลางกองทัพอิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุส ในขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐควบคุมและปิดกั้นเรือที่ผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุส

    ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันปรับราคาขายปลีกน้ำมันมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสำหรับน้ำมันดีเซลครั้งแรกในรอบ 8 วันผ่านมา หรือตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน โดยขึ้นราคาดีเซล 0.60 บาท/ลิตร ส่งผลต่อราคาน้ำมันดีเซลบี7 ขึ้นมาอยู่ลิตรละ 40.80 บาท ส่งผลน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงสุดในรอบ 8 วันผ่านมา หรือนับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2026 มีราคาน้ำมันดีเซล 50.54 บาท ทำสถิติเป็นราคาดีเซลสูงสุดเป็นประวัติประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ราคาดีเซลลิตรละ 40.80 บาท ยังคงพุ่งสูงกว่า 36% เมื่อเทียบกับราคาในช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน

    สำหรับราคาขายน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์นั้น ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2026 โดยปรับขึ้นลิตรละ 0.85 บาท ส่งผลต่อราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ลงมาอยู่ลิตรละ 43.30 บาท ส่งผลน้ำมันทั้ง 2 ชนิดมีราคาสูงสุดในรอบ 15 วันผ่านมา หรือนับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่มีราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ที่ลิตรละ 42.45 บาท ทำสถิติราคาแพงที่สุดในรอบ 3 ปี 8 เดือน หรือตั้งแต่ 8 กรกฎาคม 2022

    #น้ำมันดิบ #สหรัฐ #อังกฤษ #เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันวันนี้ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1Ayt1fkBmu/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (1.) ท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่าน และการ "ตะบัดสัตย์"

    1. ชนวนเหตุ: สถานการณ์ตึงเครียดหนักขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอิหร่าน และยิงใส่ห้องเครื่อง ซึ่งอิหร่านประณามว่า เป็นพฤติกรรม"โจรสลัด"
    2. ข้อตกลงที่บิดเบี้ยว: เดิมทีมีการเจรจาหลังบ้านว่า อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ต้องถอนกองเรือที่ปิดล้อมอ่าวโอมานออก แต่อิหร่านอ้างว่า สหรัฐฯ ไม่ทำตามสัญญา (เล่นตุกติก) อิหร่านจึงกลับมาปิดช่องแคบอีกครั้ง
    3. การสื่อสารภายใน: ผู้นำสูงสุด และประธานรัฐสภาอิหร่านยืนยันว่า จะไม่ไปเจรจาที่ปากีสถาน (อิสลามาบัด) หากเป้าหมายของสหรัฐฯ คือ การบีบให้อิหร่าน"ยอมจำนน" ไม่ใช่การเจรจาที่เท่าเทียม

    (2.) ยุทธศาสตร์ "ไพ่ตาย" และการเตรียมพร้อมสงครามยก 2

    1. ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb): อิหร่านมีไพ่ใบที่สองคือ การใช้กลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบนี้ในทะเลแดง ซึ่งหากปิดทั้งฮอร์มุซ และบับเอลมันเดบ จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าโลกกว่า 29% และอาจดันราคาน้ำมันไปถึง 150-200 ดอลลาร์/บาร์เรล
    2. คลังอาวุธใต้ดิน: อิหร่านปล่อยคลิปแสดงแสนยานุภาพของโดรน และอาวุธจำนวนมหาศาลที่เก็บไว้ใต้ดิน เพื่อขู่กลับว่า พร้อมรับมือหากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดิน หรือโจมตีโรงไฟฟ้า

    (3.) จีนกับการก้าวข้าม "สันติวิธี" สู่การกดดันทางทหาร

    1. กองเรือเฉพาะกิจที่ 48: จีนส่งกองเรือ เรือพิฆาตถังซาน 122, เรือฟรีเกต, เรือเสบียงไท่หู เข้าสู่อ่าวโอมาน เพื่อคุ้มครองเรือสินค้าจีน 50 ลำที่ติดค้าง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่า จีนจะไม่ยอมอยู่เฉยหากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจถูกกระทบ
    2. หมากล้อมของสี จิ้นผิง: จีนกำลังบีบให้ทรัมป์เลือก ระหว่างการเปิดเจรจาที่จริงจัง หรือการเผชิญหน้ากับกองเรือจีน ซึ่งทรัมป์อาจต้องยอมถอย เพื่อรักษาหน้าก่อนการเจรจาใหญ่กับสี จิ้นผิง ในเดือนหน้า

    (4.) ปม "นิวเคลียร์" และความพยายามเหนือกว่าโอบามา

    1. เดิมพันของทรัมป์: ทรัมป์ต้องการข้อตกลงที่ "ดูดีกว่า" สมัยโอบามา (JCPOA) โดยบีบให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์นานถึง 20 ปี แต่อิหร่านยืนกรานที่ 5 ปี และถือว่า นิวเคลียร์เป็นสิทธิอันชอบธรรม
    2. บทบาทคนกลาง: จีนเสนอตัวเป็นผู้เก็บรักษายูเรเนียม 400 กิโลกรัม ของอิหร่านไว้เอง เพื่อเป็นหลักประกันความสบายใจให้ทุกฝ่าย แต่การตกลงเรื่องระยะเวลายังคงเป็นปัญหาหลัก

    (5.) จุดจบของ "เปโตรดอลลาร์" (Petrodollar)

    1. การเปลี่ยนขั้วการเงิน: สิ่งที่สหรัฐฯ กลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องอาวุธ แต่คือ การที่อิหร่านบังคับให้ชำระค่าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยเงินหยวน (เปโตรหยวน)
    2. สัญญาณจากพันธมิตร: อินเดียเริ่มชำระเงินหยวนให้อิหร่านแล้ว และ UAE ก็เริ่มขู่ว่า จะเลิกใช้ดอลลาร์หากสหรัฐฯ ไม่สามารถคุ้มครองความมั่นคงในพื้นที่ได้

    (6.) บทสรุป

    สถานการณ์ปัจจุบันคือ การวัดใจว่า ทรัมป์จะยอมถอยกองเรือในอ่าวโอมาน เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการหรือไม่ หากทรัมป์ยังยึดติดกับอีโก้ และการกดดันฝ่ายเดียว สงครามยกที่ 2 ที่รุนแรงกว่าเดิม (โจมตีโรงไฟฟ้า/โครงสร้างพื้นฐาน) มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากในช่วงสิ้นเดือนเมษายนนี้

    #จีนสหรัฐ #อิหร่าน #อิสราเอล
    #DBซัวเถา #DBShantou #ดีบีซัวเถา

    https://www.facebook.com/share/p/1Bjkxmfrm8/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเริ่มอ่อนข้อลงเพื่อเปิดทางให้การเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง โดยยอมถอยในเงื่อนไขเดิมที่เคยเรียกร้องให้วอชิงตันยกเลิกการปิดล้อม (Blockade) ก่อนที่จะเริ่มเจรจา

    แต่ทางอิหร่านเสนอให้มีการพูดคุยในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรไปพร้อมๆ กันแทน

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งทางทรัมป์ได้ออกมากล่าวว่าเขายังไม่พอใจกับข้อเสนอนี้

    WSJ รายงาน

    https://www.facebook.com/share/18j7VBaFFJ/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “สิงคโปร์” หันมาใช้เชื้อเพลิงรัสเซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    .
    | สู่อาเซียน | ASEAN Roundup - สิงคโปร์ หนึ่งในประเทศที่รวยที่สุดในโลก และเป็นท่าเรือเติมน้ำมันเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมาทดแทนสินค้าที่ขาดหายไปจากตะวันออกกลาง ในขณะที่สงครามอิหร่านยังคงสร้างความไร้เสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลก จากรายงานของ UKRAINSKA PRAVDA โดยอ้างรายงานของ Financial Times

    การนำเข้าน้ำมันเตา (Fuel Oil) จากรัสเซียมายังสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่าปริมาณการนำเข้าในเดือนเมษายนได้แซงหน้าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2565 ไปมากกว่าสองเท่าแล้ว
    .
    สงครามและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น และทำให้เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์สำคัญ รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและน้ำมันเชื้อเพลิงเรือ (Bunker)
    .
    ราคาน้ำมันซึ่งส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงทางทะเลได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยในเวลานั้นน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคากลางทั่วโลกเกือบแตะระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี(23 เมษายน)ที่ผ่านมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 106 ดอลลาร์สหรัฐ
    .
    ภายใต้กฎเกณฑ์ที่กลุ่มประเทศ G7 และสหภาพยุโรป (EU) นำมาใช้ น้ำมันเตาของรัสเซียตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรและไม่สามารถนำเข้าโดยประเทศเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม การค้ายังคงได้รับอนุญาตภายใต้กรอบเพดานราคา (Price Cap) ซึ่งอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ขนส่งเชื้อเพลิงได้หากซื้อในราคาไม่เกิน 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
    .
    สหรัฐอเมริกาได้รปรับเปลี่ยนนโยบายส่วนหนึ่ง โดยผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทางทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อยั้งราคาที่พุ่งสูงขึ้น
    .
    ในส่วนของสิงคโปร์เองนั้น ไม่ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉพาะเจาะจงของรัสเซีย แต่ผู้ค้าต้องปฏิบัติตามเพดานราคาหากการขนส่งนั้นเกี่ยวข้องกับการบริการทางทะเลของตะวันตก
    .
    การนำเข้าน้ำมันเตาจากตะวันออกกลางมายังสิงคโปร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังสงครามเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่าการจัดหาจากรัสเซียในเดือนมีนาคมและเมษายนได้ช่วยชดเชยการลดลงจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้บางส่วน
    .
    ปริมาณรวมจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียในเดือนมีนาคมและเมษายนลดลงเหลือ 336,000 บาร์เรลต่อวัน (เทียบกับ 522,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์) ปริมาณรวมจากรัสเซียในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 372,000 เป็น 585,000 บาร์เรลต่อวัน
    .
    ติดตามอ่านหลากหลายประเด็นน่าสนใจใน ASEAN Roundup ประจำวันที่ 19-25 เม.ย. 2569 ได้ที่ [คอมเมนต์]
    .
    ที่มาภาพ: straitstimes
    .
    #สิงคโปร์ #น้ำมันรัสเซีย #สู่อาเซียน #ASEANRoundup #ไทยพับลิก้า #Thaipublica

    https://www.facebook.com/share/17GNe1BrLF/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมร ลั่น น้ำตาลไทย กำลังวิกฤต หลัง ปิดด่าน กัมพูชา อ้างอินโดนีเซีย ลดการนำเข้า แถมจะส่งไป เขมร ก็ลำบาก

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1777693038155.jpg
    #cambodia #ducknews #กัมพูชา #เขมร


    https://www.facebook.com/share/1EGFhFmpcW/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อ เขมร เตือน

    ระวัง ทุเรียนไทย ขายไม่ออก
    แล้วจะแอบ ส่งมาขาย กัมพูชา

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1777693100579.jpg
    #cambodia #ducknews #กัมพูชา #เขมร #ทุเรียน

    https://www.facebook.com/share/p/1Gdnf6AwLU/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในช่วง สงกรานต์ ที่ผ่านมา กัมพูชา ก็จัดเลียนแบบไทย โดย เอาคำว่า รดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่ ไปใช้

    แต่สิ่งที่ เขมร ทำ คือ เอาน้ำราดหัว ลงไปจริงๆ แถมยังเอามือลูบหัว อย่างสนุกสนานด้วย

    นับว่า เป็นการ หยิบไปใช้ โดยไม่รู้ประเพณีที่แท้จริง แต่อย่างใดเลย

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1777693147258.jpg
    #cambodia #ducknews #กัมพูชา #เขมร

    https://www.facebook.com/share/p/1KRBrBBrJ9/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยร้าวในนาโตขยายวงกว้างหลังทำเนียบขาวสั่งถอนกำลังทหารจากเยอรมนีครั้งใหญ่ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่กำลังตึงเครียด

    สหรัฐฯ ประกาศถอนทหาร 5,000 นายออกจากเยอรมนี พร้อมส่งสัญญาณลดความสำคัญด้านความมั่นคงในยุโรป

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยืนยันแผนการปรับลดกำลังพลจำนวน 5,000 นาย ออกจากฐานทัพในเยอรมนีภายในระยะเวลา 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า โดยระบุว่าเป็นผลจากการทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งเน้นภารกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความมั่นคงภายในมาตุภูมิ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐฯ ว่าขาดแผนการถอนตัวที่ชัดเจน

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตอบโต้ต่อวาทกรรมของผู้นำเยอรมนีที่ "ไม่เหมาะสมและไม่เป็นประโยชน์" ต่อพันธมิตรนาโต โดยกำลังพลที่ถูกถอนออกจะรวมถึงหน่วยรบระดับกองพล (Brigade Combat Team) และกองพันปืนใหญ่ระยะไกลที่เคยมีกำหนดประจำการ ซึ่งนับเป็นการลดระดับความร่วมมือทางทหารครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์ความไม่สงบในยุโรปตะวันออกเมื่อปี 2022 ส่งผลให้จำนวนทหารสหรัฐฯ ในเยอรมนีจะเหลือเพียงประมาณ 30,000 นาย จากเดิมที่มีมากกว่า 35,000 นาย

    ในขณะที่เยอรมนียืนยันว่าพร้อมรับมือกับการปรับลดกำลังพลดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงจากวอชิงตันไปยังพันธมิตรยุโรปที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทรัมป์ได้ขู่ว่าจะขยายการถอนทหารไปยังอิตาลีและสเปนเพิ่มเติม หากประเทศเหล่านี้ยังคงมีท่าทีเพิกเฉยต่อความมั่นคงที่สหรัฐฯ กำลังแบกรับ

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: เพนตากอนมีคำสั่งถอนทหาร 5,000 นายจากเยอรมนีภายใน 6-12 เดือน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความขัดแย้งทางคำพูดกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนีจริง
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: การโยกย้ายกำลังพลส่วนหนึ่งไปยังภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกโดยละเอียด และผลกระทบต่อประสิทธิภาพของฐานทัพแรมสไตน์ (Ramstein)
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: แผนการถอนทหารทั้งหมดออกจากยุโรป หรือการยกเลิกพันธสัญญาภายใต้อนุสัญญานาโตอย่างถาวร

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – สื่อหลักระดับโลกทั้ง Reuters, AP, Bloomberg และ CBS News ยืนยันข้อมูลตรงกันจากแถลงการณ์ของโฆษกเพนตากอน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters / Bloomberg / AP

    https://www.facebook.com/share/14Y57N2gKpW/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหตุระเบิดรุนแรงระหว่างภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดในจังหวัดซานจานของอิหร่าน ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

    กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านสูญเสียเจ้าหน้าที่ 14 นาย ระหว่างปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ตกค้างในจังหวัดซานจาน

    หน่วย Ansar al-Mahdi ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ชุดปฏิบัติการทำลายล้างวัตถุระเบิดกำลังเข้าพื้นที่เพื่อระบุอัตลักษณ์และเก็บกู้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งตกค้างมาจากการโจมตีทางอากาศเมื่อไม่นานมานี้

    รายงานระบุว่าแรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ IRGC เสียชีวิตทันที 14 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ปนเปื้อนวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

    ขณะนี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้สั่งการให้มีการตรวจสอบสาเหตุของการระเบิดโดยละเอียด ว่าเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของอุปกรณ์หรือความไวของวัตถุระเบิดที่ตกค้าง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: มีเจ้าหน้าที่ IRGC เสียชีวิต 14 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย จากเหตุระเบิดในจังหวัดซานจาน
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดของยุทโธปกรณ์ต้นเหตุว่าเป็นชนิดใด และมาจากปฏิบัติการโจมตีของฝ่ายใด
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การตั้งข้อสังเกตเรื่องการก่อวินาศกรรมจากบุคคลภายนอกในระหว่างปฏิบัติการ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานโดยสำนักข่าวอิสระและสื่อในพื้นที่ที่มีความน่าเชื่อถือสอดคล้องกัน

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Iran International / Local IRGC Statement
    https://www.facebook.com/share/p/1E6ipV8wbt/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามการค้าเริ่มกลับมา !!!
    FB_IMG_1777693295642.jpg
    Global Trade War ท่ามกลางสงครามการทหาร

    เรากำลังเผชิญสงครามคู่ขนาน

    ที่จะป่วนโลก และสินทรัพย์ต่างๆ

    สร้างความผันผวนไปพร้อมๆ กัน

    สำหรับประเทศไทย

    อีกไม่นานก็จะมาถึงเรา

    ต้องหาทางออกเรื่อง Tariffs ที่ตั้งใจจะกลับมาคิดกับเรา

    ที่สหรัฐจะพยายามให้ได้อัตราออกมาใกล้เคียงกับ Reciprocal Tariffs ที่คิดกับไทยเมื่อสิงหาคมที่แล้ว

    ซึ่งเราควรพยายามยืนยันข้อตกลงใกล้ๆ เดิม

    เพราะถ้าพยายามเปลี่ยน

    ยกเลิกที่เคยคุยไว้ เหมือนมาเลเซีย

    สหรัฐคงจะหาทางลงโทษ

    และสุดท้ายจะจบลงในอัตราที่แพงขึ้นจากเดิมพอควร

    ถอนใจ !

    #มุมมองดรกอบ #Trump #GlobalTradeWar

    https://www.facebook.com/share/1GcuPwEPik/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เปิดประตู … เดินจากไป !!!

    ประโยคสุดท้าย

    I won’t see you next time.

    จบยุค

    หลังจากนี้

    เริ่มต้น Era ใหม่

    กับ Kevin Warsh + DJT

    มาดูกันว่า

    เฟดจะเปลี่ยนหรือไม่ อย่างไร !!!

    ปล. Powell จะคงเป็นกรรมการเฟดต่อ แต่บอกว่าจะทำตัวเล็กๆ low profile - ไม่ข้ามหน้าประธานเฟดคนใหม่ จนกระทั่งคดีต่างๆ ผ่านไป :)

    https://www.facebook.com/share/p/18W8QTDUA1/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิเคราะห์: ราคาน้ำมันจะวิ่งไป 150 ดอลลาร์หรือสูงกว่า — หากสงครามไม่ยุติภายในมิถุนายน

    ตลาดน้ำมันดิบโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปี ราคาน้ำมันไม่ได้เคลื่อนไหวจาก "ข่าวสงคราม" เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังสะท้อนความเสี่ยงที่ลึกกว่านั้น คือความเสี่ยงที่น้ำมันที่เหลือนั้นนำมาใช้ได้ในระบบอาจไม่เพียงพอในจุดที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ และในรูปแบบที่ตลาดต้องการ

    ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่เคลื่อนไหวทะลุ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนลงมาแถว บริเวณ 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะนี้ ยังไม่ใช่ราคาที่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด หากสถานการณ์บริเวณช่องแคบ Hormuz ยังคงยืดเยื้อ ราคาปัจจุบันอาจเป็นเพียง "ราคาช่วงเปลี่ยนผ่าน" ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า scarcity pricing หรือการกำหนดราคาจากความขาดแคลนทางกายภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องการเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

    พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น: ตลาดไม่ได้ถามแค่ว่า "โลกยังมีน้ำมันเหลือเท่าไร" แต่กำลังถามว่า "น้ำมันที่เหลือนั้นนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ อยู่ถูกที่หรือไม่ และทันเวลาหรือไม่"

    ขนาดของวิกฤต — 12% ของอุปทานโลก ใหญ่กว่าวิกฤตปี 1973

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าวิกฤตรอบนี้ใหญ่ขนาดไหน ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าควรเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่นักลงทุนคุ้นเคย ในภาวะปกติก่อนสงคราม ช่องแคบ Hormuz มี เรือบรรทุกน้ำมัน 120-150 ลำต่อวัน ผ่านเข้าออก แต่ปัจจุบันจำนวนนี้ลดลงเหลือเพียง 0-10 ลำต่อวัน

    สาเหตุหลักมีหลายประการ ทั้งความเสี่ยงจากการโจมตีโดยตรง การปรากฏตัวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือ บริษัทประกันภัยทยอยถอนความคุ้มครองหรือขึ้นเบี้ยประกันสูงเกินกว่าที่จะคุ้มต่อการเดินเรือ ผลคือ shipping ที่เคยไหลผ่านเส้นทางนี้แทบจะหยุดลง

    จากปริมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่เคยผ่าน Hormuz ปัจจุบันยังมีน้ำมันเล็ดลอดออกมาผ่านท่อขนส่งทางบกและช่องทางอื่นได้ประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนต่างที่หายไปจากระบบจึงอยู่ที่ 12-13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น ~12% ของอุปทานน้ำมันโลก และ ~30% ของการส่งออกทางทะเล

    ตัวเลข 12% นี้สำคัญมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต วิกฤตน้ำมันปี 1973 ที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของ oil shock เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสี่เท่าในเวลาไม่กี่เดือน — แต่ในรอบนั้น อุปทานโลกหายไปเพียง ~7% เท่านั้น วิกฤต Hormuz รอบนี้กำลังทำให้อุปทานหายไป ~12% ซึ่งใหญ่กว่าวิกฤตปี 1973 อย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงปริมาณ นี่อาจเป็น oil supply shock ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    คำถามที่หลายคนตั้งคือ ถ้าวิกฤตใหญ่ขนาดนี้ ทำไมราคาน้ำมันถึงไม่พุ่งทะลุระดับ all-time high แบบในปี 1973 หรือ 2008 คำตอบอยู่ที่สต็อกที่ทำหน้าที่เป็นกันชน — แต่กันชนนั้นกำลังถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว

    ภาพลวงตาของ 8.4 พันล้านบาร์เรล — โครงสร้างจริงของอุปทานสำรอง 4 แหล่ง

    ตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายดูเหมือนสบายใจคือ คลังน้ำมันโลกเริ่มต้นปี 2026 ด้วยปริมาณรวมประมาณ 8.4 พันล้านบาร์เรล แต่ตัวเลขนี้อาจเป็นภาพลวงตา เพราะเมื่อช่องแคบ Hormuz ติดขัด ระบบไม่ได้พึ่งพา "น้ำมันรวมทั้งหมด" แต่ต้องไล่ดึงตามลำดับจาก 4 แหล่งสำรองที่มีข้อจำกัดต่างกันอย่างชัดเจน และหากแหล่งสำรองทั้ง 4 ไม่เพียงพอ กลไกที่ 5 คือการทำลายอุปสงค์ (demand destruction) จะเข้ามาทำหน้าที่ปรับสมดุลด้วยกลไกราคา

    แหล่งที่ 1 — สต็อกลอยน้ำ (Floating Storage): น้ำมันบนเรือบรรทุกที่กำลังเดินทางหรือจอดทอดสมอเป็นแหล่งที่ตอบสนองได้เร็วที่สุด เพราะสามารถเปลี่ยนปลายทางได้ค่อนข้างง่ายและมักถูกใช้ก่อนเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องตำแหน่ง — น้ำมันที่ลอยอยู่ในอ่าวเปอร์เซียก็ออกจากภูมิภาคไม่ได้ถ้า Hormuz ปิด แม้จะมีของอยู่บนเรือ แต่การส่งไปยังโรงกลั่นในยุโรปหรือเอเชียตะวันออกก็ทำไม่ได้ และเมื่อสต็อกชั้นนี้ถูกใช้ไปมาก ตลาดจะต้องพึ่งแหล่งที่เข้าถึงยากกว่า

    แหล่งที่ 2 — สต็อกเชิงพาณิชย์บนบก (Commercial Onshore): สต็อกในศูนย์กลางสำคัญ เช่น Cushing, ARA และ Singapore เป็นแหล่งถัดไปที่ตลาดดึงมาใช้ได้ ถูกควบคุมโดยแรงจูงใจเชิงพาณิชย์ หากราคาน้ำมันสูงพอ เจ้าของสต็อกจะยอมปล่อยขาย แต่อุปสรรคที่ตลาดมักมองข้ามคือเรื่องเกรดน้ำมัน — น้ำมันดิบมีหลายเกรด และโรงกลั่นแต่ละแห่งถูกออกแบบให้กลั่นเกรดที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นแม้น้ำมันมีอยู่ในคลัง ก็อาจไม่ใช่ชนิดที่โรงกลั่นปลายทางใช้ได้ทันที ต้องมีการแลกเปลี่ยน blend หรือปรับกระบวนการ ซึ่งใช้เวลาและต้นทุน

    แหล่งที่ 3 — คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserves / SPR): คลังสำรองของรัฐ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สามารถถูกระบายเข้าสู่ตลาดเพื่อบรรเทาวิกฤตได้ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ — หนึ่ง รัฐบาลทุกประเทศจะไม่ปล่อยคลังสำรองทั้งหมดออกสู่ตลาด เพราะนั่นคือเงินสำรองสุดท้ายของระบบเศรษฐกิจประเทศ การปล่อยรอบนี้จึงเป็นเพียงบางส่วน และสอง ความเร็วในการระบายมีจำกัด — ระบบลอจิสติกส์โลกไม่มีรถบรรทุก เรือ และคนขับเพียงพอที่จะระบายน้ำมันเป็นพันล้านบาร์เรลภายในไม่กี่สัปดาห์ การระบายเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเป็นเดือนหรือปี

    แหล่งที่ 4 — สต็อกขั้นต่ำของระบบ (Operational Minimum Stocks): ประกอบด้วยน้ำมันใน pipeline fill, linepack equivalents, minimum terminal inventories และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่จำเป็นต่อการดำเนินงานรายวัน แหล่งนี้แทบไม่ถูกแตะต้องในภาวะปกติ เพราะการดึงน้ำมันจากชั้นนี้ออกมาใช้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การกลั่น และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั้งหมด — ถึงจะมีน้ำมันอยู่บนกระดาษ แต่การดึงออกมาใช้คือการสร้างความเสี่ยงเชิงระบบที่ใหญ่กว่าวิกฤตเดิม จึงเป็นแหล่งสุดท้ายที่ระบบจะยอมแตะ

    กลไกที่ 5 — การทำลายอุปสงค์ (Demand Destruction): เมื่อแหล่งสำรองทั้ง 4 ไม่เพียงพอ ราคาจะต้องสูงขึ้นจนผู้บริโภคบางส่วนเลิกใช้หรือใช้พลังงานน้อยลง เช่น สายการบินลดเที่ยวบิน โรงงานลดกำลังผลิต ผู้บริโภคลดการเดินทาง และประเทศผู้นำเข้าชะลอการใช้พลังงาน ในจุดนี้ ราคาน้ำมันไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่ทำหน้าที่ "บังคับให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง"

    เมื่อรวมข้อจำกัดของทั้ง 4 แหล่งสำรองเข้าด้วยกัน นักวิเคราะห์มีการประมาณการที่ต่างกันถึงปริมาณ "ที่ดึงได้จริง" — ตั้งแต่ 800 ล้านบาร์เรล (จาก J.P. Morgan), 2.5 พันล้านบาร์เรล (จาก EIA) ไปจนถึง 2.8 พันล้านบาร์เรล (จาก OECD) ความแตกต่างนี้สะท้อนความเข้มข้นในการนับข้อจำกัดของแต่ละแหล่ง แต่ไม่ว่าตัวเลขที่ถูกต้องจะอยู่ตรงไหน คณิตศาสตร์ก็น่ากังวล — หากระบบเสียอุปทานวันละ 12 ล้านบาร์เรล นั่นเท่ากับ 1.2 พันล้านบาร์เรลใน 100 วัน หรือประมาณ 3 เดือน และสงครามรอบนี้ก็ดำเนินมานานกว่า 2 เดือนแล้ว

    นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงของราคาน้ำมันมีลักษณะ ไม่เป็นเส้นตรง หรือ nonlinear ในช่วงแรก ราคาน้ำมันอาจค่อยๆ ปรับขึ้นตามการดึงสต็อก แต่เมื่อสต็อกที่ดึงง่ายเริ่มหมดลง ตลาดจะต้องแย่งชิงน้ำมันที่หาได้ยากขึ้น แพงขึ้น และอยู่ไกลขึ้น ในจุดนั้น ราคาสามารถกระโดดขึ้นอย่างรุนแรงได้

    ความตื่นตระหนกจะไม่เริ่มเมื่อน้ำมันหยดสุดท้ายในคลังสำรองหมดไป — แต่จะเริ่มเมื่อระดับสต็อกลดลงสู่จุดที่ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่ากันชนกำลังจะหมด ทุกวันที่ผ่านไป โลกขยับเข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้น

    เส้นเวลาราคาน้ำมัน Brent — ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี

    ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนประเมินเส้นเวลาราคาน้ำมัน Brent ภายใต้สมมติฐานหลักว่าวิกฤต Hormuz จะยังคงยืดเยื้อ โดยแบ่งออกเป็น 5 จุดตรวจสอบ (checkpoints) ตามไทม์ไลน์ ดังนี้

    จุดที่ 1 — ปลายเมษายน (จุดเริ่มต้น/วันนี้): Brent ซื้อขายอยู่ในกรอบ 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวบริเวณกึ่งกลางของกรอบที่ระดับ 105-110 ดอลลาร์ ตลาดยังอยู่ในโหมด "ราคาช่วงเปลี่ยนผ่าน" โดยยังเชื่อว่าวิกฤตจะคลี่คลายในระยะอันใกล้ ค่าพรีเมียมสงครามถูกใส่เข้ามาบางส่วน แต่ยังไม่ใช่ราคาที่สะท้อนการขาดแคลนทางกายภาพอย่างเต็มที่

    จุดที่ 2 — ปลายพฤษภาคม: หากการขนส่งผ่าน Hormuz ยังคงติดขัด Brent น่าจะขยับขึ้นเข้าสู่กรอบ 110-140 ดอลลาร์ โดยสต็อกลอยน้ำเริ่มบางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนต่างราคาสัญญาใกล้-ไกล (backwardation) เริ่มชันขึ้นเป็นสัญญาณว่าตลาดต้องแย่งซื้อน้ำมันที่ใช้ได้ทันที ตลาดเริ่มทยอยถอนสมมติฐานเรื่อง "วิกฤตจบเร็ว" ออกจากราคา

    จุดที่ 3 — ปลายมิถุนายน (จุดตัดสินใจสำคัญ): หากสงครามยังไม่ยุติภายในเดือนนี้ Brent มีโอกาสสูงที่จะขยับเข้าสู่กรอบ 120-150 ดอลลาร์ สต็อกพาณิชย์บนบกของ OECD เข้าสู่โซนวิกฤต และการระบาย SPR เริ่มถูกใช้ในอัตราที่เร่งขึ้น นี่คือจุดที่ราคา 150 ดอลลาร์เปลี่ยนสถานะจาก "ความเป็นไปได้" กลายเป็น "กรณีฐาน"

    จุดที่ 4 — ปลายกันยายน: หากวิกฤตยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนสิ้นไตรมาสสาม Brent มีโอกาสขึ้นไปแตะกรอบ 150-200 ดอลลาร์ ค่าการกลั่นดีเซลและน้ำมันเจ็ทอาจพุ่งกระฉูดเร็วกว่าน้ำมันดิบ สะท้อนภาวะ rationing ในตลาดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป กรอบนี้กว้าง เพราะขึ้นกับว่า demand destruction จะเข้ามาเร็วหรือช้า — ครึ่งล่างของกรอบ (~150-170) คือระดับที่ระบบยังพอประคองได้ ส่วนครึ่งบน (~170-200) คือ spike ที่อาจเกิดในช่วงสั้นๆ ก่อนที่ demand destruction จะลากกลับลง

    ที่จริงแล้ว ราคา 200 ดอลลาร์ในวงจรปัจจุบันไม่ใช่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในวิกฤตปี 2008 ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งแตะ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยที่ในตอนนั้นยังไม่ได้มีการหยุดชะงักของอุปทานในระดับเดียวกับวันนี้ และเมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ปี 2008 ราคา 147 ดอลลาร์ในขณะนั้นเทียบเท่ากับ มากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเงินดอลลาร์ปัจจุบัน หากใช้บรรทัดฐานนั้น ราคา 150-200 ดอลลาร์ในวงจรปัจจุบันที่กำลังเผชิญ oil supply shock ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงเป็นกรอบที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัวเลขสุดโต่ง

    จุดที่ 5 — หลังสงครามจบ (ภาวะ Recovery ที่ถูกประเมินผิด): ประเด็นที่นักลงทุนจำนวนมากประเมินผิดคือ ราคาน้ำมันจะ ไม่ร่วงกลับสู่ระดับก่อนสงคราม (~60 ดอลลาร์) อย่างฉับพลันเมื่อสงครามยุติ เพราะสต็อกที่ถูกดึงออกมาใช้ในช่วงวิกฤตจำเป็นต้องถูกเติมกลับเข้าระบบ ซึ่งสร้างอุปสงค์ส่วนเพิ่มที่จะคงราคาให้สูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทันข่าวลงทุนประเมินว่า หากสงครามจบในปลายเดือนมิถุนายน ราคา Brent จะใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน ก่อนจะกลับสู่ระดับใกล้เคียง pre-war การคาดหวังว่าน้ำมันจะกลับมาราคาถูกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังสงครามจึงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป

    มุมมองหลักของทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนคือ Brent ที่ระดับ 100-130 ดอลลาร์ ในวันนี้ ยังไม่ใช่ราคาสูงสุดของวงจรนี้หากปัญหา Hormuz ยืดเยื้อ การขยับขึ้นไปสู่กรอบ 150-200 ดอลลาร์ ภายในไตรมาสสาม เป็นกรณีที่นักลงทุนต้องเตรียมรับ ไม่ใช่ความเสี่ยงไกลตัว

    เส้นเวลาข้างต้นทั้งหมดวางอยู่บน สมมติฐานสำคัญ ว่าสงครามจะไม่ลุกลามขยายตัวออกไปยัง ทะเลแดง (Red Sea) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอีกหนึ่งเส้น หากความขัดแย้งลุกลามไปยังทะเลแดงเมื่อใด เส้นเวลาทั้งหมดจะถูกบีบให้สั้นลงอย่างฉับพลัน — กรอบราคา 150-200 ดอลลาร์ ที่คาดว่าจะเห็นในไตรมาสสาม อาจถูกดึงเข้ามาให้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน เพราะเป็นการสูญเสียเส้นทางขนส่งหลักของโลก 2 เส้นพร้อมกัน ซึ่งระบบสำรองทั้ง 4 แหล่งจะไม่สามารถรองรับได้เลย

    บทสรุป: สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับ

    มุมมองของทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนคือ ประเทศไทยควรเริ่มเตรียมความพร้อมรับมือกับ ภาวะน้ำมันขาดแคลน ในระยะข้างหน้าอย่างจริงจัง เพราะราคา Brent ที่ระดับ 100-130 ดอลลาร์ ในวันนี้ ยังไม่ใช่ราคาที่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด หากสถานการณ์บริเวณช่องแคบ Hormuz ยังคงยืดเยื้อ

    หากสงครามยังไม่ยุติภายในเดือนมิถุนายน Brent มีโอกาสขยับเข้าสู่กรอบ 120-150 ดอลลาร์ และอาจขึ้นไปแตะ 150-200 ดอลลาร์ ภายในปลายไตรมาสสาม กรอบบนของช่วงนี้ดูเหมือนสุดโต่ง แต่เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2008 ที่ราคา WTI เคยแตะ 147 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น กว่า 200 ดอลลาร์ในเงินดอลลาร์ปัจจุบัน โดยที่ในตอนนั้นไม่ได้มี supply shock ขนาดเดียวกับวันนี้ ราคาเป้าหมาย 150-200 ดอลลาร์ในรอบนี้จึงไม่ใช่ตัวเลขที่เกินจริง

    ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาพหลังสงครามไม่ใช่การฟื้นตัวแบบฉับพลัน สต็อกที่ถูกดึงออกมาใช้ในช่วงวิกฤตจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องถูกเติมกลับเข้าระบบ ซึ่งจะคงราคาให้ทรงตัวสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง สมมติว่าสงครามจบในปลายเดือนมิถุนายน ราคา Brent จะใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน ก่อนจะกลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนสงคราม

    ข้อสรุปเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศไทยคือ ภาวะที่ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น่าจะลากยาวอย่างน้อยจนถึงช่วงเดียวกันของปีหน้า กล่าวคือ จะอยู่กับเราต่อเนื่องไปอีกประมาณ 1 ปีเต็ม นี่ไม่ใช่วิกฤตที่ผ่านมาแล้วผ่านไปในไม่กี่สัปดาห์ แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่จะบีบทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ ต้นทุนภาคขนส่ง และต้นทุนภาคอุตสาหกรรมของไทยอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น ทันข่าวลงทุนมองว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรเริ่มทบทวนแผนบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานตั้งแต่วันนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การประเมินสมมติฐานต้นทุนของภาคธุรกิจ การเร่งโครงการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ราคาอาจพุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ และทรงตัวสูงต่อเนื่องอีกหลายไตรมาส

    บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงานทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

    ถ้าชอบเนื้อหานี้ ช่วยกดไลก์และแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ แล้วกดติดตาม Facebook Page "ทันข่าวลงทุน" เพื่อรับข่าวอัปเดตทุกวัน

    https://www.facebook.com/share/1Be2HV329G/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    2 พ.ค.ทำเนียบขาวแจ้งสภาสหรัฐ การหยุดยิงได้ยุติสงครามกับอิหร่านที่เริ่มเมื่อ 28 ก.พ. ปธน.ทรัมป์ชี้ข้อเสนออิหร่านไม่ตรงความต้องการ สหรัฐจะทำให้ทุกอย่างลงตัว และไม่รีบออกจากพื้นที่ขัดแย้งจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ BTimes


    https://www.facebook.com/share/p/1EJhiuweKa/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐประกาศคำเตือนคนอเมริกันในสหราชอาณาจักรระวังตัวในที่สาธารณะ ทำตัวอย่าโดดเด่น สหราชอาณาจักรประกาศเตือนภัยก่อการร้ายระดับประเทศขึ้นระดับรุนแรง เหตุก่อการร้ายแทงชาวยิวในอังกฤษเมื่อ 29 เม.ย. BTimes

    May 2, 2026 เตือนจริงจัง! สหรัฐเตือนคนอเมริกันในสหราชอาณาจักร นับสถานการณ์สหราชอาณาจักรประกาศเตือนภัยก่อการร้ายระดับประเทศขึ้นระดับรุนแรง เก่นายกฯ อังกฤษชี้เหตุแทงชาวยิวในอังกฤษเป็นการก่อการร้าย

    เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 เวลา 23.30 น. ตามเวลาในอังกฤษ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ประกาศคำเตือนพลเรือนชาวอเมริกันในสหราชอาณาจักร ดังนี้

    รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศยกระดับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายระดับชาติเป็นระดับรุนแรง ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2026 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ยกระดับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายระดับชาติเป็น "รุนแรง" ซึ่งหมายความว่าการโจมตีของผู้ก่อการร้ายมีโอกาสสูง ระดับภัยคุกคามระดับชาติเพิ่มขึ้นเป็นรุนแรงหลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่บริเวณโกลเดอร์ส กรีน Golders Green ในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026

    การปรับระดับคำเตือนของภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดจากภัยคุกคามของอิสลามและผู้ก่อการร้ายฝ่ายขวาสุดโต่งในสหราชอาณาจักรมีเพิ่มขึ้น

    พลเรือนชาวอเมริกันขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ดังนี้ ตื่นตัวในที่สาธารณะ รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ สถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์กลางการขนส่ง ปรับเปลี่ยนเส้นทางและเวลาการเดินทางของคุณเพื่อลดความสามารถในการคาดการณ์ ไม่ควรทำตัวให้โดดเด่น ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของคุณ รวมถึงกิจกรรมในท้องถิ่น ตรวจสอบแผนความปลอดภัยส่วนบุคคลของคุณ รายงานภัยคุกคามบนโซเชียลมีเดียและกิจกรรมที่น่าสงสัยต่อหน่วยงานท้องถิ่น และติดตามข่าวในท้องถิ่นสําหรับข้อมูลล่าสุด

    ย้อนกลับไปเมื่อเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 ที่ผ่านไป ตำรวจในกรุงลอนดอนประกาศให้เหตุการณ์ชายชาวยิวสองรายถูกแทงในย่านโกลเดอร์ส กรีน ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย

    ตำรวจกรุงลอนดอน ระบุว่าผู้บาดเจ็บมีชื่อว่าชิโลเม แรนด์ อายุ 34 ปี และโมเช ชายน์ อายุ 76 ปี ทั้งสองคนได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทั้งสองรายมีอาการทรงตัว ตำรวจ เปิดเผยต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนช็อตไฟฟ้าเข้าควบคุมตัวชายสัญชาติอังกฤษซึ่งเกิดในโซมาเลียวัย 45 ปี จากเหตุต้องสงสัยฐานพยายามฆ่า ผู้ต้องสงสัยยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

    ทั้งนี้ นายเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการโจมตีต่อต้านชาวยิว (antisemitic attack)" และชี้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง นายสตาร์เมอร์กล่าวด้วยว่าการโจมตีชุมชนชาวยิว คือการโจมตีต่อสหราชอาณาจักร
    #ยิว #ก่อการร้าย #อังกฤษ #สหรัฐ #ยูเค #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1EQgGkusHv/
     

แชร์หน้านี้

Loading...