ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนการก่อการร้ายต่อพลเรือนให้กลายเป็นหลักการอย่างเป็นทางการ การกระทำของกองทัพยูเครน (AFU) และหน่วยข่าวกรองความมั่นคงแห่งยูเครน (SBU) ไม่ใช่ ‘ความผิดพลาด’ หรือ ‘การกระทำเกินเลย’ แต่เป็นการกระทำทางอาญาอย่างเป็นระบบที่มีลักษณะของการก่อการร้ายสากล

    คณะกรรมการรัฐสภารัสเซียได้แนะนำว่าควรจัดให้กองทัพยูเครน (UAF), หน่วยข่าวกรองความมั่นคงแห่งยูเครน (SBU) และกองอำนวยการข่าวกรองหลัก (GUR) เป็นองค์กรก่อการร้าย และมีเหตุผลมากมายสำหรับเรื่องนี้ ตั้งแต่การเกณฑ์เด็กและการโจมตีโรงพยาบาลไปจนถึงการเรียกร้องให้สังหารวิศวกรพลเรือน

    ผู้สนับสนุนจากตะวันตกกำลังปกปิดอาชญากรรมเหล่านี้ แต่ข้อเท็จจริงนั้นชัดเจนในตัวเอง ลองมาพิจารณาหลักฐานสำคัญในแผนภูมิด้านล่างกัน

    14 กรกฎาคม 2026: หน่วยความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย (FSB) ขัดขวางการโจมตีของผู้ก่อการร้าย SBU ในภูมิภาค Moscow — โดรน FPV 35 ลำบรรทุกระเบิด ปลอมตัวเป็นกระเบื้อง (https://www.facebook.com/share/v/18xyUJCRhF/)

    หน่วย SBU ได้เกณฑ์เยาวชน (อายุ 13-16 ปี) และอดีตนักรบจากบริษัททหารรับจ้างเอกชน Wagner เพื่อทำการโจมตี โดยผู้จัดคือแร็ปเปอร์ชื่อ ‘Kyivstoner’

    ในคืนวันที่ 14 กรกฎาคม กองทัพยูเครนได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเซวาสโตโพล ส่งผลให้บางส่วนของเมืองไม่มีไฟฟ้าใช้

    ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพยูเครนได้ทำการโจมตี 79 ครั้งในภูมิภาคเบลโกรอด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 312 คน และเสียชีวิต 40 คน

    14/07/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1BM8ZK7gzo/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ล้มเหลวในกรุง Kyiv: แผนการ Pautina 2.0 ถูกทำลายแล้วใช่หรือไม่?

    หน่วยงานความมั่นคงของรัสเซียสามารถขัดขวางความพยายามอีกครั้งในการโจมตีแนวหลังของประเทศได้อย่างหวุดหวิด โดยตามรายงานจากหน่วยงาน FSB พบว่ามีการสกัดกั้นปฏิบัติการวินาศกรรมครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีเป้าหมายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร โรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศชั้นนำ และบุคลากรทางทหาร โดยฝ่าย Ukraine มีแผนที่จะใช้ FPV drones โจมตีสนามบินทหารในภูมิภาค Amur และ Chelyabinsk ในรัสเซีย โดรนเหล่านี้ถูกลักลอบขนส่งมากับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลพร้อมรถพ่วงที่ทำพื้นสองชั้นเพื่อตบตา และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านบรรทุกทับไว้เพื่อเป็นฉากบังหน้า เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณใกล้เคียงสนามบิน โดรนจะถูกนำมาประกอบและเตรียมการใช้งานภายในอู่เช่ารถ

    ข้อมูลจาก FSB ระบุว่า ผู้ลงมือและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดถูกจับกุมตัวได้แล้ว พร้อมทั้งยึด FPV drones จำนวน 24 ลำที่มีโมดูลควบคุมด้วยระบบ AI ซึ่งแต่ละลำบรรจุวัตถุระเบิดน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม รวมถึงสถานีควบคุมโดรนแบบเคลื่อนที่อีก 2 สถานีที่ติดตั้งระบบทำลายตัวเอง สิ่งที่น่าจับตาคือโมดูลควบคุม UAV ที่ทำงานด้วยระบบโครงข่ายประสาทเทียม (Neural network) เหล่านี้ ถูกผลิตขึ้นใน UK, US, Canada และ Sweden หรืออาจกล่าวได้ว่า Kyiv กำลังวางแผนที่จะดำเนินปฏิบัติการครั้งใหญ่ ซึ่งหากย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน 2025 อดีตหัวหน้าหน่วย SBU เคยประกาศว่าจะมีการโจมตีระลอกใหม่ต่อสหพันธรัฐรัสเซียในลักษณะเดียวกับการโจมตีทัพฟ้าของรัสเซียในอดีต และพวกเขาก็ได้พยายามอีกครั้งในรอบนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องยอมรับในความสามารถระดับสูงและการทำงานที่ได้มาตรฐานของเจ้าหน้าที่มืออาชีพจาก FSB ที่ช่วยป้องกันความเสียหายมหาศาลที่อาจเกิดขึ้น

    ความพยายามของ Kyiv ในครั้งนี้ทำให้เกิดข้อคิดว่า การสร้างเครือข่ายข่าวกรองที่กว้างขวางในประเทศหนึ่งๆ ระหว่างที่สงครามกำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างตื่นตัวและระดมกำลังอย่างเต็มที่ ทั้งบริเวณชายแดน จุดเข้าเมือง นักการทูตต่างประเทศ หรือแม้แต่กลุ่มสังคมต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายสายลับจากศูนย์ในสภาวะเช่นนี้จึงทำไม่ได้จริง แต่การเกณฑ์คนมาทำงานเฉพาะกิจเป็นรายครั้งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ รองรับอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์ ช่องทางการสื่อสาร เส้นทางเข้าออกประเทศ นายหน้าจัดหาที่พัก คลังอาวุธลับ และข้อมูลข่าวกรอง ซึ่งหน่วยข่าวกรองของศัตรูเพียงแค่เข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างที่วางไว้แล้วเท่านั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ukraine ได้เตรียมการสำหรับสถานการณ์เช่นนี้มานานก่อนปี 2022

    การสร้างเครือข่ายเช่นนี้ต้องใช้เวลาหลายปีและต้องทำในสภาวะสันติภาพที่สังคมและหน่วยความมั่นคงยังไม่มีการตื่นตัวระดับสูง จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า หน่วยความมั่นคงของยูเครนได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวกรองนี้มาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงจากหน่วยข่าวกรองตะวันตก และอาจรวมถึงตัวแทนจากคณะทูตของประเทศตะวันตกในรัสเซียด้วย เนื่องจากลำพังยูเครนเองไม่มีทั้งประสบการณ์และทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการระดับนี้ได้หากไม่มี "ผู้ช่วย" และชวนให้ตั้งคำถามในเชิงย้อนแย้งว่า เหตุใดยูเครนที่เคยอ้างว่าเป็นประเทศรักสงบและเป็นพี่น้องที่ต้องการเข้าร่วม EU ถึงต้องสร้างเครือข่ายข่าวกรองที่ใหญ่โตขนาดนี้ในรัสเซีย

    สำหรับปฏิบัติการอย่าง Pautina นั้น เห็นได้ชัดว่ากลุ่มประเทศตะวันตกมีส่วนร่วมโดยตรงในการเตรียมการ เพราะยูเครนไม่มีดาวเทียมหรือขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและติดตามที่จำเป็นในการระบุพิกัดเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ การอ่านข้อมูลจาก Wikipedia ว่าสนามบินตั้งอยู่ตรงไหนนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การจัดตั้งปฏิบัติการโจมตีจริงต้องใช้กำลังทรัพยากร และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลข่าวกรองในระดับที่มีเพียงชาติตะวันตกเท่านั้นที่มีครอบครอง

    สงครามครั้งนี้ถูกวางแผนมานานแล้วและกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาก็จะยังคงวางแผนปฏิบัติการใหม่ๆต่อไป ซึ่งเมื่อกองทัพรัสเซียบุกรุกคืบเข้าไปในยูเครน ความรุนแรงของการโจมตีตอบโต้เหล่านี้ก็อาจจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่แนวหลังต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่

    Insight: เครือข่ายสงครามไฮบริดและการยกระดับสมรภูมิหลังแนวรบผ่าน AI ปฏิบัติการวินาศกรรมที่ถูกสกัดกั้นได้ เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบสงครามจำกัดเขต (Asymmetric Warfare) ที่เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มตัว การค้นพบโมดูลควบคุม AI จากชาติพันธมิตรตะวันตกอย่าง UK และ US ใน FPV drones ของยูเครน แสดงให้เห็นว่าการสู้รบในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่กำลังพลหรืออาวุธหนักแบบดั้งเดิม แต่เป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และการบินกึ่งอัตโนมัติเพื่อเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย นอกจากนี้การที่ระบบโครงข่ายสายลับนี้สามารถฝังตัวลึกไปจนถึงภูมิภาคห่างไกลอย่าง Amur และ Chelyabinsk ยืนยันถึงทฤษฎีการทำสงครามไฮบริดระยะยาวที่ชาติตะวันตกและยูเครนร่วมกันวางรากฐานไว้ตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์ปี 2014 การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโลจิสติกส์ในแดนหลังของรัสเซียในปี 2026 ถือเป็นความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจและตัดกำลังบำรุงในขณะที่แนวหน้าของยูเครนกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และคาดว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยภายในรัสเซียจะถูกยกระดับสู่สภาวะเข้มงวดสูงสุดเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้

    ❗ สรุป: หน่วยงาน FSB ของรัสเซียประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายวินาศกรรมขนาดใหญ่ของ Ukraine ที่เตรียมใช้ FPV drones ระบบ AI ที่ผลิตโดยชาติตะวันตก ลักลอบโจมตีสนามบินทหารในภูมิภาค Amur และ Chelyabinsk เผยให้เห็นโครงสร้างเครือข่ายสายลับหลังแนวรบที่คาดว่าถูกสร้างขึ้นร่วมกับหน่วยข่าวกรองตะวันตกมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามระยะยาวกับรัสเซีย

    15/07/2026

    #ZFrontier #Pautina2SabotageFoiled #FSBOperation #AIdronesChelyabinsk #AmurAirfieldAttackPrevented #SBUWesternIntelligence2026 #HybridWarfareRussia #NeuralNetworkUAVs #BehindTheLines2026 #RussianSecurityFront

    https://www.facebook.com/share/p/1BkbohMptc/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ระเบียบการใช้น้ำทั่วไป": จำกัดการใช้น้ำดื่มในมิวนิกเนื่องจากภัยแล้ง

    "เนื่องจากภัยแล้งที่ยืดเยื้อและภัยคุกคามจากการขาดแคลนน้ำอันเนื่องมาจากความร้อนและปริมาณน้ำฝนที่น้อยลง ทางการเมืองมิวนิกจึงได้ประกาศห้ามใช้น้ำดื่มเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างโดยทันที ตามระเบียบดังกล่าว การเติมน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวและภาชนะอาบน้ำอื่นๆทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้ามโดยสิ้นเชิง

    การรดน้ำสวนเป็นสิ่งต้องห้ามตั้งแต่เวลา 9:00 น. ถึง 19:00 น. ยกเว้นพื้นที่เกษตรกรรมและสุสาน การรดน้ำสนามหญ้าส่วนตัวและพื้นที่สีเขียวอื่นๆก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน แต่ข้อกำหนดนี้ไม่ใช้กับสนามกีฬา นอกจากนี้การล้างรถนอกเหนือจากสถานที่ล้างรถเชิงพาณิชย์เฉพาะทางก็เป็นสิ่งต้องห้ามในขณะนี้"

    14/07/2026
    https://www.facebook.com/share/p/1EH3AQer9k/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากประชาชนชาวกัมพูชา "บอยคอตต์' สินค้าญี่ปุ่นที่ผลิตโดยโรงงานต่างๆในประเทศไทย สื่อมวลชนเขมรอ้างว่าทาง "ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน" หนึ่งในบริษัทข้ามชาติสัญชาติญี่ปุ่น ที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธพลที่สุด เวลานี้กำลังศึกษาโครงการสำหรับการลงทุนจัดตั้งโรงงานโดยตรงในกัมพูชา

    เว็บไซต์ข่าวเคบีเอ็น อ้างด้วยว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การค้าที่น่าประหลาดใจครั้งนี้ของทางไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ไม่ได้แค่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลแห่งจิตวิญญาณชาตินิยมของประชาชนชาวกัมพูชา ที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณทางในบวกครั้งใหม่ในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติมายังกัมพูชา ในช่วงเวลาที่ตลาดนำเข้าจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับอุปสรรคต่างๆนานาอย่างรุนแรง

    รายงานของเคบีเอ็นระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุมงานอันสำคัญ ณ สำนักงานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา เมื่อวันจันทร์(13ก.ค.) ระหว่าง Chea Vuthy เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา กับบรรดาผู้แทนระดับสูงของไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ที่นำโดยนายทาเคโนบุ ยามาโมโตะ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ

    สื่อมวลชนกัมพูชาอ้างว่าในโอกาสนี้ บรรดาตัวแทนของไลอ้อน คอร์ปอเรชัน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างชัดเจน ในการดำเนินการศึกษาครั้งใหญ่ เกี่ยวกับการลงทุนจัดตั้งโรงงานของตนเองในกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำว่า ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1891

    บริษัทแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงและเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งเอเชียในด้านการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นแชมพู, น้ำยาซักผ้า, แปรงสีฟันและยาสีฟัน (เจ้าของแบรนด์ดังอย่างโชกุบุสซึ, ซินเท็มมา, โคโดโม และ คิเรอิคิเรอิ) เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขอนามัยอื่นๆ

    ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแห่งนี้ มีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงเวียดนาม, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, จีนแผ่นดินใหญ่ และ ไต้หวัน ฯลฯ ทั้งนี้รายงานของเคบีเอ็นนิวส์ ระบุว่าระหว่างการประชุม ทางสำนักงานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา แสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆทำการตัดสินใจอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนในกัมพูชา

    นอกจากนี้แล้วทาง Chea Vuthy ยังแนะนำให้บริษัทต่างๆหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับจัดตั้งไลน์การผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พิจารณาเลือกตำแหน่งที่ตั้งหนึ่งๆในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์และสิ่งจูงใจภายใต้กฎหมายว่าด้วยการลงทุนของกัมพูชา

    รายงานของเคบีเอ็น อ้างว่าการตัดสินในของ ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ที่เบี่ยงเรดาร์สู่การมาจัดตั้งโรงงานในกัมพูชา เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เวลานี้กระแสบอยคอตต์สินค้าญี่ปุ่นที่ผลิตในไทย โดยพวกผู้บริโภคกัมพูชา กลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจใหญ่หลวง ที่บีบให้บรรดาบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย จัดตั้งโรงงานของตนเอง(ผลิตในกัมพูชา) ถ้าพวกเขาไม่อยากสูญเสียตลาดที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งไป

    เคบีเอ็น ปิดท้ายว่าประชาชนชาวกัมพูชาและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ต่างหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการการลงทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไม่ช้า ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มความเป็นอิสระของสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันของกัมพูชาและสร้างงานหลายพันอัตราแก่พลเรือนกัมพูชา

    (ที่้มา:เคบีเอ็น)
    https://www.facebook.com/share/p/17hSRVJoKb/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอสโตเนียเสนอให้ตัดคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ออกจากโครงการให้ทุนของสหภาพยุโรป เนื่องจากการยกเลิกคำสั่งห้ามคณะกรรมการโอลิมปิกรัสเซีย:

    "เอสโตเนีย พร้อมด้วยประเทศพันธมิตร จะยื่นอุทธรณ์ต่อกรรมาธิการยุโรปด้านกีฬา เกล็น มิคาเลฟ ด้วยข้อเสนอให้ตัดองค์กรกีฬาที่อนุญาตให้รัสเซียและเบลารุสกลับเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ออกจากโครงการให้ทุนของสหภาพยุโรป รวมถึงโครงการ Erasmus+ ซึ่งไม่เพียงแต่จะรวมถึงคณะกรรมการโอลิมปิกสากลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์กรอื่นๆ เช่น สหพันธ์กีฬาฟันดาบและว่ายน้ำระหว่างประเทศด้วย"

    ไฮดี ปูร์กา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของเอสโตเนีย กล่าวว่า ในสถานการณ์สงครามในยูเครน กีฬาไม่ควรเป็น "เครื่องมือทำให้การกลับมาของประเทศผู้รุกรานเป็นเรื่องปกติ" เหตุผลก็คือ การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหาร IOC เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามคณะกรรมการโอลิมปิกรัสเซีย ซึ่งอาจปูทางให้นักกีฬาชาวรัสเซียและเบลารุสสามารถแข่งขันภายใต้ธงและสัญลักษณ์ประจำชาติของตนได้

    14/07/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1D1pJoKC3K/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชา แก้เกม ดึงบริษัทญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ Shokubutsu, Systema, Kodomo และ Kirei Kirei ลงทุนผลิตจําหน่ายในกัมพูชาแทน การนําเข้าจากไทย

    "การตัดสินใจของบริษัทไลออน คอร์ปอเรชั่น ที่หันมาสนใจศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานในกัมพูชาในขณะนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศไทยโดยผู้บริโภคชาวกัมพูชาในปัจจุบัน ได้กลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่บังคับให้บริษัทข้ามชาติจำเป็นต้องจัดตั้งโรงงานของตนเอง (ผลิตในกัมพูชา) หากไม่ต้องการเสียตลาดที่มีศักยภาพไป"

    https://kbn.news/archives/384354
    https://www.facebook.com/1000648219...USt3C5D1heLWkr992JZ7aavreG9l/?mibextid=NOb6eG
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรเต้น! ออกแถลงการณ์โต้สื่อยุ่น ลงบทความ “ประชาธิปไตยในกัมพูชาตายแล้ว” โวยไม่เป็นกลาง
    .
    .
    MGR Online - สถานทูตกัมพูชาประจำญี่ปุ่นได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อบทความแสดงความคิดเห็นที่ตีพิมพ์โดยสำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย โดยระบุว่าบทความดังกล่าวให้มุมมองที่ไม่ครบถ้วนและไม่สมดุลเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ
    .
    สถานทูตกัมพูชาได้ออกคำแถลงตอบโต้บทความเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ของ มู สุจัว อดีตนักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชา ในหัวข้อ “ประชาธิปไตยของกัมพูชาตายลงอย่างช้าๆ หลังการฆาตกรรมเขม เลย์” โดยสถานทูตระบุว่ากัมพูชาเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและบทบาทของสื่อ แต่โต้แย้งว่าผู้อ่านควรได้เข้าถึงการวิเคราะห์ที่สมดุลและเป็นกลางเกี่ยวกับกัมพูชาเช่นกัน
    .
    สถานทูตกัมพูชาอธิบายว่าบทความดังกล่าวนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองมากกว่าการประเมินความเป็นจริงในปัจจุบันของกัมพูชาอย่างเป็นกลาง โดยชี้ไปที่การรณรงค์ยาวนานของผู้เขียนที่ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาจากต่างประเทศ
    .
    นอกจากนี้ สถานทูตยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่าประชาธิปไตยได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยกล่าวว่ากัมพูชายังคงดำเนินงานภายใต้รัฐธรรมนูญด้วยสถาบันที่ทำงานได้ การเลือกตั้งเป็นประจำ และปฏิรูปการปกครอง การบริหารราชการ และตุลาการ
    .
    ในคำแถลง สถานทูตยังเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยอ้างถึงการยอมรับจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารพัฒนาเอเชีย เกี่ยวกับการฟื้นตัวของกัมพูชาหลังการระบาดของโควิด-19 การพัฒนาในด้านมาตรฐานการครองชีพ การศึกษา การดูแลสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และการคุม้ครองทางสังคม เป็นผลจากเสถียรภาพทางการเมืองและการปรองดองแห่งชาติ
    .
    สถานทูตยังปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าการนำเสนอภาพลักษณ์นโยบายต่างประเทศที่แคบเกินไป โดยเน้นย้ำถึงแนวทางที่เป็นอิสระของกัมพูชาบนพื้นฐานของอธิปไตย การเคารพซึ่งกันและกัน และการไม่แทรกแซง
    .
    นอกจากนี้ สถานทูตเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านการพัฒนาที่ใกล้ชิดที่สุด โดยชี้ถึงความร่วมมือในการสร้างสันติภาพ การปฏิรูปกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    .
    คำแถลงของสถานทูตปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้ผู้สังเกตการณ์และสื่อนานาชาติประเมินกัมพูชาจากหลักฐานที่เป็นกลาง การวิเคราะห์ที่สมดุล และการมีส่วนร่วมโดยตรง แทนเรื่องเล่าที่เลือกจากนักการเมืองกลุ่มเล็กๆ ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ากัมพูชาก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศอื่นที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย.
    https://www.facebook.com/share/p/1AwkPch48B/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากแพทย์หญิงชาวจีนรายหนึ่งถูกสังหารที่คลินิก ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันอาทิตย์(12ก.ค.) สถานทูตจีนประจำกัมพูชาในวันอังคาร(14ก.ค.) เผยแพร่ถ้อยแถลงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาสืบสวนคดีเป็นการเร่งด่วน จับกุมผู้ต้องสงสัยและรับประกันความปลอดภัยของพลเมืองชาวจีนในกัมพูชา

    ถ้อยแถลงที่เผยแพร่โดยสถานทูตจีนในครั้งนี้ มีขึ้นตามหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ แพทย์หญิงชาวจีนคนหนึ่งถูกสังหารภายในคลินิก ในย่านดังกอร์ของกรุงพนมเปญ

    ในถ้อยแถลงระบุว่า ทางสถานทูตจีนได้ติดต่อไปยังกองบัญชาการทั่วไปของตำรวจแห่งชาติกัมพูชาและกองบัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญในทันที เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาขุดคุ้ยหาความจริงของคดีอย่างรวดเร็ว จับกุมผู้ต้องสงสัยและลงโทษคนเหล่านั้นตามกฎหมาย รวมถึงปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้แล้วทางสถานทูตจีนประจำกัมพูชา เปิดเผยด้วยว่าได้ติดต่อไปยังครอบครัวพลเมืองจีนที่เสียชีวิต เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง มอบความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการดำเนินการติดตามผลของคดี และจะสังเกตการณ์ความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด

    อ้างอิงถ้อยแถลงของสถานทูตจีน ทางตำรวจท้องถิ่นระบุว่าผู้ต้องสงสัยชายชาวกัมพูชารายหนึ่งถูกจับกุมเมื่อวันอาทิตย์(12ก.ค.) พร้อมให้คำยืนยันเจ้าหน้าที่กำลังจัดการกับคดีนี้ตามกฎหมายและรับปากจะใช้มาตการต่างๆปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองจีน

    รายงานของแคมโบเดียไชนาไทม์ส อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ระบุว่า แพทย์หญิงชาวจีนวัย 47 ปีรายนี้ ถูกสังหารเมื่อวันอาทิตย์(12ก.ค.) ในคลินิกที่ชื่อว่า Ziyun Clinic ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ทำงานและเป็นที่พักของเธอ ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยชายชาวกัมพูชาวัย 37 ปี ในวันเดียวกัน

    จากการสืบสวนของตำรวจพบว่าผู้ต้องสงสัยและเหยื่อไม่รู้จักกันมาก่อน ในส่วนของคำกล่าวอ้างของครอบครัวผู้ต้องสงสัย ที่อ้างว่าบุคคลรายนี้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชมานานหลายปี ทางตำรวจบอกว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ แต่มันจำเป็นต้องได้รับการยืนยันผ่านการประเมินของตุลาการ

    ตำรวจเน้นย้ำว่าคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน และเจ้าหน้าที่จะสรุปข้อเท็จจริงของคดีและแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย และใครก็ตามที่เกี่ยวข้องจะถูกนำตัวมาลงโทษทางกฎหมาย รายงานของแคมโบเดียไชนาไทม์สระบุ

    แคมโบเดียไชนาไทม์สรายงานต่อว่า ตำรวจได้เก็บรวบรวมหลักฐานหลายชิ้นจากที่เกิดเหตุ และการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชพบว่าผู้เสียชีวิตมีบาดแผลถูกแทงรวม 34 แผล การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมตามด้วยการข่มขืน และเวลานี้อยู่ระหว่างสืบสวนเพิ่มเติม

    (ที่มา:โกลบอลไทม์ส)

    https://www.facebook.com/share/p/1EFq5RHLpW/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รื้อใหญ่รอบ 24 ปี 'พ.ร.บ.บัตรทอง' เปิดช่อง 'ร่วมจ่ายส่วนเกิน' จากสิทธิพื้นฐาน
    .
    นับตั้งแต่มีพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 นำมาสู่การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง รวมเวลา 24 ปี แม้มีความพยายามหลายครั้งในการแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ “ไม่เคยสำเร็จ”
    .
    ทว่า เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวกระโดด และภาระทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงกฎหมายนี้ อาจจำเป็นมากขึ้น
    .
    ล่าสุด มีการ "ร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...." โดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข วุฒิสภา และได้ยื่นให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ผ่านนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอต่อรมว.สาธารณสุข และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)
    .
    5 ช่องว่างเชิงระบบบัตรทอง
    .
    เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ จัดสัมมนาเชิงนโยบาย(ระดับประเทศ) เรื่อง “การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพระบบบัตรทอง และสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
    .
    ภก.ดร.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะทำงานจัดทำร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่....) พ.ศ... กล่าวว่า ปัญหาเชิงระบบของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมี 5 ช่องว่าง ประกอบด้วย
    .
    ▪️ ช่องว่างงบประมาณ ถูกกำหนดต่ำกว่าต้นทุนจริง รพ.ต้องแบกรับการขาดทุนเชิงนโยบาย
    ▪️ ช่องว่างข้อมูลต้นทุน ไม่มีฐานข้อมูลต้นทุนรายเคสที่เป็นมาตรฐาน บอร์ดต้องใช้ค่าเฉลี่ยแบบเท่ากันระดับประเทศ
    ▪️ ช่องว่างธรรมาภิบาล บอร์ดขาดสมดุล น้ำหนักผู้ให้บริการน้อยเกินไป มติขาดฐานข้อมูลต้นทุนที่ครบถ้วน
    ▪️ ช่องว่างการกระจายตามพื้นที่ สูตรจัดสรรงบไม่สะท้อนความแตกต่างของภาระโรคและความห่าไกล รพ.ศูนย์ /รพ.ห่างไกลได้งบไม่พอ
    ▪️ ช่องว่างโครงสร้างงบบุคลากร เงินเดือนรวมอยู่ในงบบริการ ทำให้ต้นทุนบิดเบือน การจัดสรรคนไม่อิงกับภาระงานจริง
    .
    ภก.ดร.อนันต์ชัย ย้ำว่า เรื่องที่มีการบอกว่าวุฒิสภากำลังล้มบัตรทองไม่จริง แต่กำลังยกระดับจึงต้องปรับบางอย่าง โดยพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังเข้าสู่เบญจเพส อาจจะต้องมีเคราะห์เล็กน้อย สำหรับก้าวข้ามไป ภาพรวมสิทธิถ้วนหน้าในพ.ร.บ.ฉบับเดิมมีการเปิดไว้ สำหรับการร่วมจ่ายในเรื่องอื่นๆยกเว้นกลุ่มเปราะบาง แปลว่าต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เป็นคนไทยให้ได้
    .
    “กฎหมายหลักประกันสุขภาพฯฉบับปัจจุบันมีเรื่องการร่วมจ่ายอยู่ แต่ไม่เคยพูดถึงเลย วันนี้จึงต้องพูดถึงกัน ”ภก.ดร.อนันต์ชัยกล่าว
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1242873
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
    https://www.facebook.com/share/p/1XLdv9wmRE/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เศรษฐกิจจีนไปไม่ไหว โตย่ำแย่สุดในกว่า 3 ปี จีดีพีไตรมาสสองโตพลาดเป้าเหลือ 4.3% ครึ่งปีแรกโตหลุดเป้าแตะ 4.7% ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-อสังหาฯจีนฟุบต่อเนื่อง จีนหั่นเป้าศก.ปี 2026 โตย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 35 ปี BTimes

    Jul 15, 2026 ไปไม่ไหว! เศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 2 ตกต่ำมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี จีดีพีโตพลาดเป้าเหลือ 4.3% ฉุดครึ่งแรกของปีโตหลุดเป้าเหลือ 4.7% ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ซบเซาต่อเนื่อง จีนเฉือนเป้าเติบโตเศรษฐกิจปี 2026 ลงย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 35 ปี

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนแถลงภาวะเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเฉพาะอัตราการขยายตัวหรือจีดีพีของจีนในไตรมาสที่สองพบว่าเติบโตที่ระดับ 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2025 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจีดีปีดังกล่าวไม่เพียงส่งผลให้ขยายตัวต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะเป็นตัวเลขที่ขยายตัวต่ำกว่าที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าเอาไว้ด้วย แต่ยังเป็นภาวะเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 3 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ในปี 2022 เป็นต้นมา

    ที่สำคัญ ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของจีนยังเป็นการเติบโตที่ลดต่ำกว่าในไตรมาสที่ 1 ซึ่งมีจีดีพีเติบโตแตกระดับ 5% เมื่อรวมทั้งไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 เข้าด้วยกัน ทำให้เศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เติบโตที่ระดับ 4.7% ซึ่งต่ำกว่าที่ตัวเลขคาดการณ์ไว้ว่าจะโตที่ระดับ 4.8%

    สาเหตุที่ฉุดรั้งตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของจีนเป็นผลมาจากภาคการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศ การใช้นโยบายด้านงบประมาณรัฐบาลกับการลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ล้วนชะลอตัวลงชัดเจน ภาวะอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะราคาขายที่อยู่อาศัยหลังใหม่ลดต่ำลงต่อเนื่อง และผลกระทบจากสงครามอิหร่านในตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่าภาวะการส่งออกของจีนในเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 หรือเดือนมิถุนายนขยายตัวสูงถึง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว และยังขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคมที่เติบโตถึง 19.4% ก็ตาม

    ปัจจัยลบที่มีการชะลอตัวลงอย่างมากที่สุดในไตรมาสที่ 2 และมีน้ำหนักต่อการสร้างตัวคูณหมุนภาคเศรษฐกิจอื่นๆ คือการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในจีน ซึ่งได้แก่ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานในหัวเมืองขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปรากฏว่าตัวเลขตกต่ำลงมาถึง -5.7% เมื่อรวมในครึ่งแรกของปี 2026 ที่สำคัญ ตัวเลขที่ชะลอตัวลงอย่างมากดังกล่าว ทำสถิติตกต่ำมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะซบเซาที่ -4.7%

    ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศทบทวนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือปรับลดตัวเลขจีดีพีในปี 2026 ลงมาอยู่ระหว่าง 4.5% ถึง 5% ส่งผลให้เป็นตัวเลขคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวต่ำที่สุด และตกต่ำย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 35 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา
    #จีน #จีดีพี #ไตรมาส2 #เศรษฐกิจ #อสังหาริมทรัพย์ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1BjA4m4mCz/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยิลด์สหรัฐอายุ 2 ปีทะลุ 4.3% ตลาดจึงไม่ได้แค่กลัวสงคราม แต่มันกำลังกลัวว่าเฟดอาจถูกบังคับให้แข็งกว่าที่เคยคิด

    ถ้าอยากรู้ว่าตลาดกลัวอะไรจริง บางครั้งไม่ต้องดูหุ้น แค่ดูพันธบัตรก็พอ เพราะพันธบัตรมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบายการเงินแบบไม่อ้อมค้อม และตอนนี้มันกำลังตอบสนองแรงมากพอจะบอกว่า ตลาดไม่ได้กังวลแค่ข่าวยิงกันในตะวันออกกลาง แต่กำลังกังวลว่าผลจากสงครามอาจไหลกลับไปหาเฟดในรูปของเงินเฟ้อที่ดื้อขึ้น

    Wall Street Journal รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีขยับขึ้นเหนือ 4.3% ชั่วคราว ก่อนย่อลงมาที่ 4.284% ส่วนยิลด์อายุ 10 ปีขึ้นไปเหนือ 4.62% การขยับของยิลด์สั้นแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนความคิดของตลาดต่อดอกเบี้ยนโยบายในระยะใกล้โดยตรง ยิ่งน้ำมันขึ้นจากความตึงเครียดในฮอร์มุซ ตลาดก็ยิ่งต้องตีราคาความเสี่ยงว่าเงินเฟ้ออาจไม่ลงตามแผน

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงคือ “เวลาที่มันเกิด” เพราะสหรัฐกำลังรอข้อมูลเงินเฟ้อและคำให้การของประธานเฟด Kevin Warsh พอดี เมื่อยิลด์วิ่งขึ้นก่อนข้อมูลจริง ตลาดจึงกำลังพูดภาษาง่าย ๆ ว่า ถ้าตัวเลขไม่ดีหรือคำพูดของเฟดไม่ผ่อน ความผันผวนอาจแรงกว่านี้อีกมาก

    อีกตัวเลขที่ชัดคือโอกาสที่ตลาดให้กับการขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ขยับขึ้นมาราว 41% จากเพียง 27% เมื่อสัปดาห์ก่อน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสะท้อนว่าตลาดเริ่มขยับจากโหมด “ดอกเบี้ยสูงนาน” ไปสู่โหมด “ดอกเบี้ยอาจต้องสูงขึ้นอีก” และความต่างระหว่างสองประโยคนี้ใหญ่พอจะเปลี่ยน valuation ของหุ้น เทคโนโลยี ทอง และค่าเงินทั่วโลก

    สำหรับไทย ผลของเรื่องนี้ชัดมาก ยิลด์สหรัฐที่สูงขึ้นทำให้ดอลลาร์น่าสนใจกว่าเดิม เงินทุนมีเหตุผลจะอยู่กับสินทรัพย์สหรัฐต่อ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ต้องรับแรงกดทั้งฝั่งค่าเงินและฝั่งต้นทุนเงิน ยิ่งถ้าน้ำมันยังสูงไปพร้อมกัน ไทยก็จะเจอสองแรงบีบจากภายนอกพร้อมกัน

    มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้
    มุมอ่านจากข้อมูลในข่าวคือ ตลาดบอนด์กำลังเตือนว่า “สงครามที่กระทบพลังงาน” ไม่ใช่ข่าวภูมิรัฐศาสตร์ธรรมดา แต่มันมีสิทธิ์กลายเป็นข่าวนโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว และเมื่อเฟดถูกดึงกลับเข้าเกมคุมเข้ม สินทรัพย์แทบทุกชนิดก็ต้องคิดราคาใหม่

    ดังนั้นยิลด์ 2 ปีที่ทะลุ 4.3% จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขหนึ่งบนจอ แต่มันคือเสียงเตือนจากตลาดที่กำลังบอกว่าโลกยังอาจต้องอยู่กับต้นทุนเงินแพงนานกว่าที่หลายคนอยากเชื่อ

    #ยิลด์สหรัฐ #พันธบัตร #Fed #ดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #ดอลลาร์ #WS
    https://www.facebook.com/share/1Cr4Ur5Hmn/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกือบ 1 ใน 3 ของคนไทยวัยเกษียณกลายเป็นคนยากจนข้นแค้น ทีดีอาร์ไอชี้ผู้สูงอายุในไทยถึง 30% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่ถึงปีละ 20,000 บาท ช็อก 45% ของผู้สูงอายุไร้เงินออมต้องพึ่งลูก หรือเบี้ยผู้สูงอายุ BTimes

    Jul 15, 2026 โลกของจริง! เกือบ 1 ใน 3 ของคนไทยวัยเกษียณกลายเป็นคนยากจนข้นแค้น ตะลึงผู้สูงอายุในไทยถึง 30% รับรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่ถึงปีละ 20,000 บาท ช็อก 45% ของผู้สูงอายุไร้เงินออมต้องพึ่งลูก

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เปิดเผยว่าภาวะคนไทยวัยเกษียณในปัจจุบันเผชิญกับปัญหารายได้ที่เปราะบางมาก โดยเฉพาะมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน โดยระบบหลักประกันด้านรายได้สำหรับวัยเกษียณถูกพัฒนามานานกว่า 30 ปี ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พบว่าผู้สูงอายุรุ่นปัจจุบันไม่ได้มีการเตรียมการตามระบบที่สร้างไว้มากนัก เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผู้สูงอายุไทย 37% พึ่งพิงรายได้หลักจากบุตร ในปัจจุบัน 36% ยังคงพึ่งพิงรายได้หลักจากบุตร ในกว่า 10 ปีไทยยังมีผู้สูงอายุมากกว่า 30% ที่ยังคงทำงานอยู่ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ยังทำงานเกิดจากความจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงตนเอง และครอบครัว

    ผู้สูงอายุในสัดส่วนที่น้อยมากไม่ถึง 10% ที่มีรายได้หลักจากบำเหน็จบำนาญและการออม ในขณะที่ผู้สูงอายุราว 14% มีฐานะยากจน เนื่องจากยังพึ่งรายได้หลักจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อรายได้หลักมาจากเบี้ยยังชีพ ซึ่งอยู่ในช่วง 600–1,000 บาทต่อเดือน ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนกว่า 10% มีรายได้รวมทั้งปีต่ำกว่า 20,000 บาท แน่นอนว่ารายได้รวมดังกล่าวต่ำกว่าเส้นความยากจนนี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ต่ำกว่ามาตรฐานคนไทยทั่วไปมาก

    ในปี 2567 เส้นความยากจนจากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุไว้ที่ 3,078 ต่อคนต่อเดือน รายได้ที่จะมากกว่าเส้นความยากจนจึงต้องมีประมาณ 37,000 บาทต่อคนต่อปี นอกจากนี้ ประมาณ 30% ของผู้สูงอายุไทยมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25% ของผู้สูงอายุไทยรุ่นปัจจุบันที่มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี

    ผู้สูงอายุรุ่นปัจจุบันมีการออมต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีระบบจูงใจด้านภาษี จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุรุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ เช่น เป็น เกษตรกร หรือทำมาค้าขาย ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน และมักจะไม่มีการยื่นจ่ายภาษีรายได้ แรงจูงใจทางภาษีจึงไม่แรงพอที่จะดึงให้คนเหล่านี้ออม หรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ อย่างไรก็ดี การออมในระบบอื่นๆ ของคนกลุ่มนี้ก็ต่ำไปพร้อมๆ กันด้วย ทำให้เงินออมโดยรวมค่อนข้างน้อย ประมาณ 44% ของผู้สูงอายุมีเงินออมต่ำกว่า 2 แสนบาท

    ที่น่ากังวลคือ 45% ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออมเลย ซึ่งทำให้ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งแหล่งรายได้จากบุตร หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ข้อมูลจากการสำรวจชุดเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุต่ำกว่า 1% ที่มีรายได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม

    สำหรับผู้สูงอายุเพศชาย ประมาณครึ่งหนึ่งมีคู่สมรสเป็นผู้ดูแลหลัก และอีก 38% เป็นบุตรดูแลและโดยส่วนใหญ่เป็นบุตรสาวที่ดูแล ส่วนผู้สูงอายุเพศหญิงซึ่งมักจะมีอายุยืนกว่าเพศชาย ทำให้ผู้ดูแลหลักไม่ใช่คู่สมรส แต่เป็นบุตรถึง 67% มีประมาณ 38% เป็นบุตรสาวที่ดูแลแม่ ส่วนคู่สมรสที่ดูแลภรรยามีประมาณ 10%

    ทั้งนี้ การจ้างผู้ดูแลของผู้สูงอายุทั้งหมดมีไม่ถึง 1.5% ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถมีชีวิตอิสระในสังคมได้จึงเป็นสิ่งที่คนวัยทำงานรุ่นปัจจุบันต้องวางแผนทางการเงินอย่างระมัดระวัง
    #คนแก่ #วัยเกษียณ #คนจน #สูงอายุ #สูงวัย #BTimes #ลุง #ป้า


    https://www.facebook.com/share/18t2FDcwpa/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Jul 15, 2026 แยกละนะ ! กพช. เคาะ แยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟบ้าน ไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป พร้อมคลอดมาตรการลดภาระค่าไฟทีอยู่อาศัย เปิดตลาดไฟสะอาดเสรีเสริม

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
    1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม

    2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านยู่อาศัย โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ และยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

    3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี

    4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ที่กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

    5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร

    6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้ การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน รวมทั้งปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

    7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย กำหนดในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง

    นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ
    “ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #ค่าไฟฟ้า #ค่าไฟสาธารณะ #ค่าไฟบ้าน #กพช. #โซลาร์ฟาร์มชุมชน #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1cd1ruwWqR/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Jul 15, 2026 ถึงเวลาเปลี่ยน! ผลสำรวจชี้ความมั่นคงการจัดหาพลังงานเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ทั่วโลก ซีเมนส์แนะไทยนำแนวคิด "Flip the Grid" ใช้โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    ซีเมนส์ เปิดเผยรายงาน ระบุว่า เมื่อปลายปี 2025 ซีเมนส์ได้เผยแพร่รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพื่อสะท้อน ความก้าวหน้า ความท้าทาย และทิศทางของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการลดคาร์บอน (Decarbonization) พร้อมนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสำหรับผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยผลสำรวจสะท้อนประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
    การลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น Renewable Energy และ Energy Storage ยังคงเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมยังเป็นความท้าทายหลัก
    Digitalization รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง AI, Grid Software และ Smart Meter กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ในอนาคตเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin เพื่อจำลองแบบเสมือนจริงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และ Autonomous Grid จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพ ความมั่นคง และความยั่งยืนของระบบพลังงาน

    การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืนจะมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
    ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า: วาระเร่งด่วนของโลก

    ผลวิจัยเผยให้เห็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนว่า ความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน (Resilient Energy Supply) ได้พุ่งขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลก (แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียนที่เคยอยู่อันดับหนึ่งในปี 2566) ควบคู่ไปกับการขยับขึ้นของเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน (National Energy Independence)

    ในขณะที่นโยบายการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนในวงกว้างยังคงเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ โดยข้อมูลจากรายงาน World Energy Investment โดย International Energy Agency หรือ IEA ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปถึง 2 เท่าตัว เป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนให้มีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับประเทศไทย นโยบายของประเทศในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การเป็น Tech Hub ของภูมิภาค อาทิ การส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังต้องการความเสถียรของระบบไฟฟ้าสูง

    ประกอบกับการขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ซึ่งได้กระตุ้นการเติบโตของการใช้พลังงานสะอาด มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนอย่างแพร่หลาย ปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายของการจัดการระบบพลังงานไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ (Centralized Energy) ที่ผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลเป็นส่วนมาก เพื่อมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy) ที่รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง

    การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ยังรวมถึงการจัดการความท้าทายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความซับซ้อนของการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้

    จากโครงข่ายเดิมสู่ Smart Grid และ Autonomous Grid เพื่อรับมือระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้น
    ความท้าทายหลักอย่างหนึ่งของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าคือการมองเห็นข้อมูลที่จำกัด (Limited Visibility) ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำเช่น ระบบไฟที่จ่ายเข้าสู่บ้านเรือนและโรงงานขนาดเล็ก โดยมักขาดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ อีกทั้งปัจจุบันยังมีกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เช่น การจ่ายไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ หรือการดึงกำลังไฟฟ้าจากโครงข่ายในปริมาณสูงเพื่อชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวได้ว่าความซับซ้อนของระบบพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่เฉพาะในส่วนของการผลิตหรือโครงข่ายไฟฟ้าหลักอีกต่อไป แต่กำลังขยายมาสู่ฝั่งผู้ใช้พลังงานมากขึ้น

    เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ซีเมนส์นำเสนอแนวคิด "Flip the Grid" ปรับการบริหารจัดการเป็นจากล่างขึ้นบน โดยจากผลการสำรวจผู้บริหารในภาคพลังงานถึง 74% มีความเห็นตรงกันว่า โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่มีซอฟต์แวร์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ - ทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทของเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ช่วยให้ผู้ควบคุมระบบฯ สามารถมองเห็นข้อมูล จำลองสถานการณ์และคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างแม่นยำ - จะเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    ต่อไปในอนาคตเมื่อระบบฯมีความซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะจัดการได้ทันท่วงที Autonomous Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างอัตโนมัติ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบพลังงาน

    ยกตัวอย่างแนวคิดโครงการนำร่อง Autonomous Zones หรือเขตการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตเมืองใหม่ เมื่อระบบบริหารพลังงานไฟฟ้าตรวจพบว่าพลังงานหมุนเวียนผลิตได้เกินความต้องการ ระบบฯ อาจสั่งเพิ่มการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้ไฟฟ้าส่วนเกินให้เกิดประโยชน์ หรือเปลี่ยนเส้นทางการจ่ายไฟภายในโครงข่ายโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้สายส่งรับภาระเกิน นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ระบบฯ ยังสามารถแยกพื้นที่ที่มีปัญหาและฟื้นฟูการจ่ายไฟในส่วนที่เหลือได้เอง (Self-healing) โดยผู้ปฏิบัติงานหน้างานยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบและอนุมัติข้อเสนอของระบบก่อนดำเนินการ

    ผลสำรวจยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 63% จากภาคพลังงานเชื่อว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ระบบอัตโนมัติในการจัดการโครงข่ายไฟฟ้านั้นคุ้มค่า จากการลดต้นทุนการดำเนินงาน การเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และ 62% เชื่อว่าภูมิภาคของตนพร้อมที่จะนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโครงข่ายไฟฟ้าแล้ว

    ปลดล็อกกฎระเบียบ เชื่อมระบบพลังงานสู่อนาคต
    แม้เทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับระบบพลังงานยุคใหม่จะพร้อมใช้งานแล้ว แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ หากระบบ แพลตฟอร์ม และมาตรฐานข้อมูลยังแยกส่วนกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งผู้บริหารกว่า 61% มองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยรายงานระบุว่ากฎระเบียบในปัจจุบันมักเอื้อให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ทางกายภาพ (เช่น สายส่งไฟฟ้า) มากกว่าการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังทำให้การทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบพลังงานเป็นไปได้อย่างจำกัด

    ในระยะต่อไปในอนาคต ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริหาร 62% เห็นว่าระบบพลังงานควรถูกบริหารจัดการในรูปแบบ System of Systems หรือระบบพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงระบบย่อยต่างๆ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ก๊าซ ไฮโดรเจน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเข้าด้วยกัน และควรส่งเสริมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศพลังงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์

    ในบริบทของประเทศไทย แนวคิดนี้อาจเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาสองประเด็นหลัก ได้แก่
    - การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนการใช้งานนวัตกรรมดิจิทัลและซอฟต์แวร์ พร้อมปรับกลไกตลาดเพื่อให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นของระบบ ควบคู่กับการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน
    - การบูรณาการด้านข้อมูล เพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้โปรโตคอลข้อมูลและ Standardized APIs ร่วมกัน เพื่อให้ระบบจากต่างแพลตฟอร์มสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ลดการเชื่อมต่อระบบแบบเฉพาะกิจที่มีต้นทุนสูงและขยายผลได้ยาก

    ยุทธศาสตร์ 3D เพื่ออนาคตพลังงานไฟฟ้าไทย
    อนาคตของระบบพลังงานโลกกำลังมุ่งสู่ 3D ได้แก่ การกระจายศูนย์ (Decentralized) การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีบทบาท (Democratized) และการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital) ความท้าทายสำคัญในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยี ข้อมูล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีความชาญฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว เพราะท้ายที่สุด ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการมีไฟฟ้าเพียงพอ แต่คือความสามารถของทั้งระบบในการปรับตัวอย่างมั่นคง ทันเวลา และยั่งยืน

    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #พลังงาน #ไฟฟ้า #พลังงาน #โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ #ดาต้าเซ็นเตอร์ #ซีเมนส์ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1Sf5MiyvXy/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    GDP จีนโตเพียง +4.3%

    ในไตรมาส 2 ที่ผ่านา

    โตต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

    เศรษฐกิจจีนโตเพียง 4.3% ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี

    รัฐบาลจีนเปิดเผยว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2026 (เมษายน–มิถุนายน) ขยายตัวในอัตรา 4.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022

    ตัวเลขดังกล่าวออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และชะลอตัวลงอย่างมากจากการเติบโต 5.0% ในไตรมาสแรกของปี

    แม้ว่าการส่งออกของจีนจะยังได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และความต้องการ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดโลกที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอได้

    ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่า เศรษฐกิจจีนยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคที่ชะลอตัว ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางการค้า.

    https://www.facebook.com/share/p/1EaFyZ5MVq/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทหารไทย ยิงเตือน5 นัด หลังทหารเขมร ยิง3 นัด ห่างฐานทหารไทย แค่500เมตร
    แถว ช่องเหว ระหว่าง ปราสาทคนา-ปราสาทตาควาย
    ทหารเขมร เงียบ!! ไม่ตอบโต้
    เผย ตั้งแต่ เมย.2569 ทหารเขมร ทำเสียงบึ้ม-ยิงปืน 19 ครั้งแล้ว โดยเฉพาะ แถว ห้วยตามาเรีย-ช่องคานม้า

    .

    กองทัพภาค2 ชี้แจงกรณี ทหารไทย ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว3 นัด เมื่อเช้านี้เวลา07.30 น. 15 กค.2569 ในพื้นที่ช่องเหว ทางทิศตะวันออกของปราสาทตาควาย และทางทิศตะวันตกของปราสาทคนา ต แนงมุด อ กาบเชิง จ. สุรินทร์ ห่างจากฐานทหารไทยประมาณ500 เมตร ส่งผลให้ทหารไทยต้องยิงเตือนกลับไป5 นัด

    ผลการปฏิบัติ ฝ่ายไทยปลอดภัย ส่วนฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มีการยิงตอบโต้ สถานการณ์กับเข้าสู่ปกติ โดยฝ่ายไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง

    แฟ้มภาพ:แผนที่ Thai Burma Railways
    #กองทัพภาค2
    #ช่องเหว

    https://www.facebook.com/share/1S8X1rP4SC/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กสถ.มีมติส่ง ข้าราชการที่บรรจุใหม่ 5,814 ราย ให้ ก.กลาง เพิกถอน
    หน่วยงานตรวจสอบ ภาคเอกชน-ประชาชน
    ต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย..หวั่นไม่สะอาด!!

    https://www.facebook.com/share/19Th1QwsGq/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฉีกกรอบระบบราชการไทย! เลิกใส่เสื้อโหล ‘ปกรณ์’ ดันสวัสดิการข้าราชการแบบ “เลือกได้” ชี้หมอ-ตำรวจ-งานออฟฟิศ บริบทต่างกันจะเหมาจ่ายไม่ได้
    ทำเนียบรัฐบาล (14 กรกฎาคม) — นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแวดวงข้าราชการไทย เมื่อกำแพงของ "ระบบเดียวใช้กับทุกคน" กำลังจะถูกทลายลง สู่ยุคใหม่ที่สวัสดิการและค่าตอบแทนจะถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน!
    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่กรมบัญชีกลางเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแก้พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ข้าราชการยุคใหม่ ต้องมีทางเลือก และไม่มีการบังคับ”
    บอกลา "ระบบโบราณ" สู่สวัสดิการที่ตอบโจทย์จริง
    ปัญหาคลาสสิกของระบบราชการไทยที่นายปกรณ์ชี้ให้เห็นคือ กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในปัจจุบันยังเป็นรูปแบบที่ใช้ระบบเดียวครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ ทั้งที่ในความเป็นจริง ลักษณะงานมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
    "บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องอดหลับอดนอนเข้าเวร ตำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย หรือข้าราชการประจำในสำนักงาน เมื่อนำระบบเดียวกันมาใช้บริหารจัดการทั้งหมด จึงเกิดปัญหาขึ้น"
    ด้วยเหตุนี้ รองนายกฯ จึงได้มอบหมายให้ ก.พ. ไปรื้อระบบใหม่ โดยเน้นย้ำว่ารูปแบบการจ้างงานและสวัสดิการจะต้องสอดคล้องกับ "ลักษณะงาน" อย่างแท้จริง และมีความหลากหลายมากขึ้น
    ใช้เหตุผล ขจัดดราม่า รับฟังทุกเสียงสะท้อน
    สำหรับการรับฟังความคิดเห็นที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น นายปกรณ์ย้ำว่าต้องใช้เวลาในการแยกแยะข้อมูล เพราะความต้องการของบุคลากรมีความหลากหลาย เช่น:
    บางคนยังต้องการความมั่นคงจาก "ระบบบำนาญ"
    บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นว่าสามารถ "บริหารเงินเองได้ดีกว่า"
    ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาจัดกลุ่มและออกแบบการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักการใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง ไม่ใช้อารมณ์หรือกระแสดราม่าในการตัดสินใจ
    ดึงดูดคนเก่งด้วย "อิสระในการเลือก"
    ต่อข้อกังวลที่ว่า หากปรับลดหรือคุมเข้มสวัสดิการ อาจทำให้ "คนเก่ง" เมินระบบราชการนั้น นายปกรณ์มองว่าเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า ในความเป็นจริง ข้าราชการที่อยู่มานานและใกล้เกษียณย่อมไม่อยากทิ้งบำนาญ ในขณะที่ข้าราชการรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามา จะมี "ตัวเลือก" (Options) ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งการมีทางเลือกนี้แหละที่จะเป็นจุดดึงดูดใจมากกว่าการถูกบังคับให้อยู่ในกรอบเดิมๆ
    เป้าหมายชัดเจน: ต้องลุล่วงภายในปีงบประมาณ 2570
    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดลอยๆ นายปกรณ์ยืนยันหนักแน่นว่า การทำงานต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การพูดคุยแล้วเงียบหายไป โดยตั้งเป้าผลักดันระบบสวัสดิการและค่าตอบแทนรูปแบบใหม่นี้ให้ทันภายใน ปีงบประมาณ 2570
    การส่งสัญญาณครั้งนี้ของรองนายกฯ ปกรณ์ ถือเป็นการตอกเสาเข็มต้นใหม่ให้กับระบบราชการไทย ที่กำลังจะก้าวข้ามจาก "ระบบโบราณเหมาโหล" สู่ "ระบบที่ยืดหยุ่นและเข้าใจบริบท" ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว แต่ยังเป็นการคืนคุณค่าและสร้างแรงจูงใจที่ตรงจุดให้กับผู้ปฏิบัติงานแต่ละสายอาชีพอีกด้วย

    https://www.facebook.com/share/p/1CmCmyY6Vi/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,532
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! 15 ก.ค. 17.00 น. หรือบ่าย 2 ของอิหร่าน สหรัฐโจมตีอิหร่านรอบใหม่เป็นวันที่ 5 ติดกัน เพื่อลดอำนาจการโจมตีของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุส โจมตีมีขึ้นหลังปธน.ทรัมป์กล่าวจะโจมตีหนักรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์นี้ BTimes

    https://www.facebook.com/share/1CmP8yVwbn/
     

แชร์หน้านี้

Loading...